Facebook Mark Zuckerberg มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ค เฟสบุ๊ค

มาร์ค กล่าวขอโทษกลางสภาคองเกรส กรณีข้อมูล Facebook รั่ว 87 ล้านราย

Home / Software & App / มาร์ค กล่าวขอโทษกลางสภาคองเกรส กรณีข้อมูล Facebook รั่ว 87 ล้านราย

มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Facebook บริษัทโซเชียลมีเดียอันดับ 1 ของโลก ออกมากล่าวขอโทษกลางสภาคองเกรส และยอมรับผิดกรณี Cambridge Analytica เรื่องการปล่อยให้ข้อมูลผู้ใช้กว่า 87 ล้านแอคเคาท์ต้องรั่วไหล

จากที่มีข่าวว่าข้อมูลผู้ใช้ Facebook จำนวนมากรั่วไหล ถูกนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้องกับแคมเปญหาเสียงทางการเมืองของประธานาธิปดีทรัมป์ ล่าสุดนายมาร์ค บอสใหญ่ของ Facebook ออกมายืดอกยอมรับผิดและขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก

 

  • นายมาร์คยังได้ตอบคำถามกับผู้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความผิดพลาดว่า เฟสบุ๊คก่อตั้งมาแล้ว 14 ปี ทีมงานเคยทำผิดพลาดมาแล้วมากมายในช่วงที่ผ่านมา แต่เขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่บริษัทซึ่งก่อตั้งขึ้นในหอพักเล็กๆ แล้วเติบโตอย่างมหาศาลจนถึงจุดนี้จะไม่มีอะไรที่ผิดพลาดเลย

 

  • หนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลผู้ใช้ไปใช้อย่างผิดๆ ก็คือ ข้อมูลผู้ใช้ถูกนำไปใช้ในการโฆษณาแบบเจาะจงกลุ่ม ซึ่งไม่มีการยืนยันว่าถูกใช้ในการเลือกตั้งครั้งใดบ้าง วิธีการก็คือใช้การโฆษณา กลุ่มปลอม บัญชีปลอม และข่าวปลอมโดยไม่ระบุตัวตน ในการล้างสมองผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จนทำให้เกิดการเปลี่ยนการลงคะแนนเสียง

 

  • กรณี Cambridge Analytica ไม่ได้เกิดจากการถูกแฮกเฟสบุ๊ค แต่เป็นเรื่องของดาต้า API ในช่วงแรกที่ Facebook อนุญาตให้เพื่อนของเจ้าของ Account สามารถดูดข้อมูลของผู้ใช้ได้เหมือนเป็นเจ้าของเอง (ส่วนใหญ่มาจากการชวนไปเล่นเกม และเล่นแอปต่างๆ) ซึ่งปัญหานี้ในเวอร์ชั่นต่อมาได้แก้ไขเรียบร้อยแล้ว

 

  • Facebook ไม่ใช่ผู้นำข้อมูลไปขายเอง แต่เป็นทางผู้พัฒนาแอปผิดข้อตกลงกับ Facebook และเอาข้อมูลไปขายให้กับ Cambridge Analytica ซึ่ง Facebook บอกให้ลบข้อมูลนั้นทิ้ง แต่ Cambridge Analytica ไม่ลบ ซึ่งความผิดของ Facebook คือไม่ตรวจสอบให้ดีตรงจุดนี้

 

ความผิดพลาดครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวิกฤตสำคัญของซีอีโอวัย 33 ปีท่ามกลางบรรดานักการเมืองที่ต่างไม่พอใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม นายมาร์คไม่ได้ยืนยันว่า Facebook จะมีการปรับเปลี่ยนแนวทางภายในอย่างไรบ้าง บอกแค่เพียงว่าจะมีการบังคับใช้กฎที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา wsj