ai Alexa artificial intelligence Bixby Cortana Google Assistant Internet of Things iot siri

เตรียมตัวเข้าสู่ยุค IoT ยุคที่คนสื่อสารกับ AI ได้ด้วยเสียงสนทนา

Home / Scoop / เตรียมตัวเข้าสู่ยุค IoT ยุคที่คนสื่อสารกับ AI ได้ด้วยเสียงสนทนา

ในอดีตเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตแบบอนาล็อคอยู่อย่างไรก็อย่างนั้น ยกตัวอย่างเช่น หากจะเปิด/ปิดไฟสักดวง เราต้องลุกเดินไปปิดที่สวิทช์ไฟ หรือจะซื้อของกินเข้าบ้าน หากอยู่ข้างนอกจะต้องกลับบ้านเพื่อไปดูในตู้เย็นก่อน ถึงจะรู้ว่าอะไรหมดแล้วบ้าง ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่ยกตัวอย่างมานี้ อาจจะไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับใครบางคน แต่จะสะดวกกว่ามั้ยถ้าเราแค่ใช้คำสั่งเสียงสั่งให้เปิดปิดไฟ หรือพูดถามกับสมาร์ทโฟนของเรา ให้ติดต่อไปยังตู้เย็นที่บ้านที่เชื่อมต่ออยู่กับระบบ IoT (Internet of Things) เพื่อเช็คอาหารที่อยู่ในตู้เย็นว่ามีอะไรหมดแล้ว หรือมีอะไรซื้อมานานใกล้หมดอายุแล้วบ้าง

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Google Assistant หรือระบบผู้ช่วยส่วนตัวสั่งการได้ด้วยเสียงอันดับต้นๆ ของโลก ได้เริ่มแอบใส่ฟีเจอร์ใหม่ที่มีสัญลักษณ์เป็นวงกลมสีน้ำเงิน, แดง, เขียว และเหลือง ขึ้นมาบนหน้าจอสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ของเราจนหลายท่านอาจไม่ทันได้สังเกต ไม่ว่าจะเป็นมือถือราคาเรือนหมื่นจนกระทั่งราคาไม่กี่พัน ก็สามารถใช้ฟังค์ชั่นนี้ได้เกือบทั้งหมด

ซึ่งระบบ Google Assistant เริ่มแรกถูกใช้บนลำโพงอัจฉริยะที่ชื่อว่า Google Home มาก่อนครับ จากนั้นก็ถูกนำมาใช้บน Google Pixel สมาร์ทโฟนแบรนด์ของ Google เอง และจากนั้นสมาร์ทโฟน Android OS เกือบทั้งหมดกว่า 2 พันล้านเครื่องทั่วโลกก็สามารถใช้ฟังค์ชั่นนี้ได้ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

และไม่เพียงแต่ Google เท่านั้นที่มุ่งมั่นพัฒนาระบบผู้ช่วยสั่งการด้วยเสียงลักษณะนี้ ยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่ไอทีของโลกหลายบริษัทที่ก็เริ่มทำโปรเจ็คนี้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น Siri ของ Apple, Bixby ของ Samsung, Cortana ของ Microsoft หรือว่าจะเป็น Alexa ของ Amazon ทั้งหมดนี้ต่างถูกพัฒนาให้มีความฉลาดขึ้น สามารถเข้าใจประโยคคำพูด คำถาม หรือคำสั่งยาวๆ และมีความซับซ้อนได้ อย่างที่ Google เคยโชว์ให้ Google Assistant โทรไปสั่งจองร้านค้า หรือบริการพร้อมทั้งสามารถพูดต่อรองกับร้านโดยที่ร้านไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ากำลังคุยกับ AI อยู่

นี้ถือเป็นศึกครั้งใหม่ของบริษัทเทคโนโลยีที่จะแข่งกันในเรื่องของระบบซอฟท์แวร์ มากกว่าฮาร์ดแวร์ที่ค่อนข้างจะเริ่มตันแล้วในปัจจุบัน

ลองชมอัตราการตอบคำถามได้ถูกต้อง และความเข้าใจในคำสั่งของระบบผู้ช่วยอัจฉริยะตามกราฟด้านล่างนี้ครับ

จะเห็นว่าแรกเริ่มนั้นระบบผู้ช่วยอัจฉริยะทั้ง Google Assistant, Siri, Cortana และ Alexa ยังสามารถตอบคำถามได้ไม่ถูกต้อง 100% แต่จากผลสำรวจในเดือนกรกฎาคม 2018 พบว่าระบบถูกพัฒนาขึ้นจนอยู่ในระดับที่สูงมาก คืออยู่ในระดับเข้าใจคำถามได้เกือบ 100% แต่ที่สามารถตอบคำถามได้ถูกต้องมากที่สุดยังเป็น Google Assistant นั่นล่ะครับ

นอกจากนี้ระบบ AI ของแต่ละค่ายยังมีความถนัดและไม่ถนัดที่แตกต่างกัน เช่น Siri เก่งเรื่องเพลง และควบคุมอุปกรณ์, Alexa สามารถจดจำสินค้าได้เยอะ, และ Cortana ที่ไม่รู้จักสินค้าอะไรเลย

สื่อสารด้วยเสียงนั้นง่ายกว่า

ต่อไปในอนาคต “เสียง” จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นอย่างสูง เพราะยังไงมนุษย์ก็ถนัดการพูด มากกว่าการใช้นิ้วพิมพ์คีย์บอร์ด หรือใช้นิ้วสัมผัสหน้าจอ (คงไม่มีใครเกิดมาแล้วพิมพ์สื่อสารบนคีย์บอร์ดได้เลยใช่มั้ยล่ะครับ) รวมถึงในบางสถานการณ์การใช้เสียงยังสะดวกมากกว่า เช่น ระหว่างขับรถ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำให้มือไม่ว่าง ดังนั้นหากเราสามารถสั่งการอุปกรณ์ได้ด้วยเสียงจะช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะเลย

รวมไปถึงการฟังยังง่ายกว่าการอ่านด้วย อย่างเช่นหากเราต้องการทราบผลบอลเมื่อคืน ก็สามารถเปิดใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ แล้วพูดคำถามได้เลย จากนั้นระบบก็จะรายงานผลบอลให้เราฟังได้ทันที

AI ยิ่งใช้ ยิ่งฉลาด

ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะทุกเจ้าในตลาด นอกจากจะสามารถสั่งการด้วยเสียงได้แล้ว ทั้งหมดยังมีระบบ AI (Artificial Intelligence) หรือที่เรียกว่า “ปัญญาประดิษฐ์” ที่สามารถเรียนรู้ลักษณะการใช้งานของผู้ใช้ได้ เช่น จดจำที่ทำงาน หรือตำแหน่งที่เราเดินทางบ่อยๆ ในตอนเช้า เพื่อแนะนำเวลาออกจากบ้านเพื่อให้ไปถึงที่หมายได้ทันเวลา รวมไปถึงแนะนำหนัง หรือเพลงใหม่ๆ ที่ตรงตามความสนใจของเราได้

และที่นิยมกันในปัจจุบัน คือการนำ AI เข้าไปช่วยในการถ่ายภาพครับ อย่างเช่นหากเราหันกล้องไปที่อาหาร ระบบจะคิดว่าภาพนี้เป็นอะไร จากนั้นจะสั่งให้กล้องปรับสีสันให้สดขึ้นเพื่อให้เหมาะกับการถ่ายภาพอาหาร ทำให้ภาพมีสีสันสดใสดูน่ารับประทานขึ้น เป็นต้น

รถ และบ้านก็ฉลาดขึ้นได้

การนำระบบผู้ช่วยสั่งการด้วยเสียงไปใช้กับสิ่งอื่น อย่างเช่นบ้าน หรือว่ารถยนต์ถือว่าเป็นอีกอย่างที่ไปกันได้ดีครับ เพราะการใช้สมาร์ทโฟนบนรถยนต์ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฏหมาย และอันตราย แต่ถ้าเราเชื่อมต่อเอาไว้กับระบบรถยนต์ แล้วเปลี่ยนการสั่งการจากการมองหน้าจอแล้วใช้นิ้วสัมผัสมาเป็นการสั่งการด้วยเสียง นอกจากจะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้แล้ว ยังเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ด้วยครับ เช่น การสั่งโทรเข้า/ออก เปิดเพลง หรืออ่านข้อความให้ฟัง เป็นต้น ซึ่งบริษัทไอทียักษ์ใหญ่อย่าง Google (Android Auto) หรือ Apple (Apple CarPlay) ก็มีการนำระบบนี้ไปใส่ไว้บนรถหลายยี่ห้อแล้วในปัจจุบัน

ส่วนบ้านอัจฉริยะ ก็เริ่มมีการใช้งานจริงแล้วในหลายประเทศครับ เราสามารถสั่งเปิดปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ระบบไฟ หรือระบบรักษาความปลอดภัยต่างๆ ได้ด้วยเสียง แทนการสั่งการด้วยรีโมทที่มักหายหาไม่เจอเป็นประจำ ชีวิตสะดวกขึ้นอีกเยอะ

“เสียง” ใช้ง่ายก็จริง แต่ “จอ” ก็ยังสำคัญ

แน่นอนว่าการควบคุมด้วยเสียงนั้นทำได้ง่ายก็จริง แต่ก็ยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่หน้าจอได้ทั้งหมดครับ คุณยังจำเป็นต้องใช้ตาและการสัมผัสของคุณอยู่ดี เช่นการรับชม หรือถ่ายทอดข้อมูลบางประเภทแค่เสียงก็อาจไม่เพียงพอ อย่างเช่น ข้อมูลกราฟหุ้นจำนวนมาก ที่หากให้ระบบพูดให้คุณฟังยาวๆ ก็อาจทำให้งง การใช้ตาดูกราฟก็ยังน่าจะสะดวกมากกว่า รวมถึงการดูแผนที่ขณะขับรถ เชื่อว่าในบางสถานการณ์คุณก็ยังคงต้องใช้มือสัมผัสหน้าจอเพื่อซูมดูชื่อถนน หรือดูเส้นทางการเดินทางอยู่ดี

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือตัวผู้ใช้ครับ ที่ควรศึกษาเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของคุณครับ เพราะนอกจากจะช่วยให้ชีวิตเราสะดวกขึ้นแล้ว ยังมีส่วนช่วยประหยัดเวลา ทรัพยากร ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง และอื่นๆ อีกมากมาย ลองค่อยๆ ศึกษา และเรียนรู้จากสิ่งใหม่ เชื่อว่าเทคโนโลยีมันก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ถ้าเราเปิดใจยอมรับมันครับ เพราะไม่ว่าคุณจะยอมรับมันหรือไม่ มันก็จะมาอยู่รอบๆ ตัวเราในชีวิตประจำวันแน่นอนครับ

บทความโดย Tech.MThai