iPhone 6s mobile Samsung Galaxy Note smartphone sony ข้อมูลมือถือ มือถือ iPhone สมาร์ทโฟน

กว่าจะเป็นหน้าจอสัมผัสแบบทุกวันนี้ โลกเคยมีอะไรมาแล้วบ้าง?

Home / Scoop / กว่าจะเป็นหน้าจอสัมผัสแบบทุกวันนี้ โลกเคยมีอะไรมาแล้วบ้าง?

ทุกวันนี้เวลาขึ้นรถไฟฟ้า หรือนั่งรถประจำทาง จะเห็นคนก้มหน้านั่งจิ้มๆ เขี่ยๆ หน้าจอสมาร์ทโฟนของตัวเองกันแทบทุกคน จนบางคนเรียกคนยุคนี้ว่าเป็น “สังคมก้มหน้า” ที่ถึงแม้ว่าคนยุคก่อนจะก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือพิมพ์ หรือก้มหน้าทำกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่เหมือนกัน แต่ดันไม่เห็นถูกเรียกว่าสังคมก้มหน้าเหมือนกัน แต่จะอย่างไรก็แล้วแต่ เคยสงสัยกันมั้ยครับว่าการควบคุมอุปกรณ์ด้วยการสัมผัสหน้าจอนี้ มันเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วกว่าจะมีวันนี้โลกเราผ่านอะไรมาบ้างนะ?


Light Pen

ตามหลักฐานที่ถูกบันทึกไว้ การควบคุมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ด้วยการสัมผัสหน้าจอเริ่มต้นครั้งแรกในช่วงปี 1950-1960 กับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ 8-bit โดยอุปกรณ์ที่ใช้สัมผัสหน้าจอก็ไม่ใช่นิ้วมือครับ แต่เป็นปากกาที่เรียกว่า Light Pen ที่ใช้สำหรับสัมผัสหน้าจอ CRT ซึ่งทำงานโดยการใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับลำแสงอิเล็กตรอนบนหน้าจอครับ เมื่อหน้าจอตรวจสอบว่าปากกาได้สัมผัสกับเม็ดพิกเซลส่วนไหนบนหน้าจอ ก็จะทำงานตามคำสั่งนั้นนั่นเอง


Neonode N1

ต่อมาในปียุค 80s เทคโนโลยีนี้ก็ได้ถูกพัฒนาต่อยอดขึ้นครับ โดยใช้เป็นลำแสงแบบอินฟราเรด การสัมผัสหน้าจอสามารถใช้ได้ทั้งปากกาสไตลัส และนิ้วมือเลยครับ และเทคโนโลยีนี้ก็ถูกนำมาใช้กับมือถือตัวแรกๆ ที่มีชื่อว่า Neonode N1 ซึ่งถูกเปิดตัวในปี 2003 แต่บริษัทนี้ก็อยู่ได้ไม่ยืดเท่าไหร่ เลือกหันหลังให้ธุรกิจมือถือ แล้วหันไปทำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ด้านการสัมผัสหน้าจอแทน

ยุคต่อมาเป็นยุคของอุปกรณ์ที่เรียกว่า PDA ครับ ซึ่งในยุคนี้เทคโนโลยีการสัมผัสหน้าจอจะเรียกว่าหน้าจอแบบ Resistive Touchscreen (บางคนเรียกหน้าจอแบบนี้ว่า จอนิ่ม) การสัมผัสหน้าจอในยุคนี้สามารถสัมผัสได้ทั้งนิ้วมือและปากกาสไตลัส แต่ปากกาจะได้รับความนิยมมากกว่า ซึ่งยุคนี้การสัมผัสหน้าจอถือว่ามีความแม่นยำกว่ายุคก่อนหลายเท่าตัว และระบบปฏิบัติการ Windows Mobile เป็นที่นิยมมากในยุคนี้ (หลังจากยุค Windows Mobile ก็จะเป็นยุคของระบบปฏิบัติการ Symbian ที่ได้รับความนิยมสุดๆ กับมือถือของ Nokia แต่ก็ยังคงใช้ระบบสัมผัสหน้าจอแบบ Resistive เช่นกัน)

iPhone Original

หน้าจอสัมผัสที่ได้รับความนิยมยุคถัดไปก็คือ หน้าจอสัมผัสแบบ Capacitive ที่สามารถทำงานได้แม่นยำมากแม้จะใช้นิ้วสัมผัสก็ตาม (แบบ Resistive ใช้ปากกาจะดีกว่านิ้ว) และหน้าจอแบบนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานกันนิ้วโดยเฉพาะ ทำให้ปากกา Stylus (ในยุคนั้น) ไม่สามารถใช้งานบนหน้าจอนี้ได้ รวมไปถึงคนที่ใส่ถุงมือก็ใช้หน้าจอนี้ไม่ได้เช่นกัน ซึ่งหน้าจอนี้ไม่ได้ถูกออกแบบโดย Apple แต่ก็โด่งดังสุดๆ กับ iPhone รุ่นแรก จนทำให้หน้าจอนี้เป็นกระแสจนถึงปัจจุบัน

ถัดมามีการพัฒนาต่อยอดหน้าจอ Capacitive ในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นบนสมาร์ทโฟน Sony Xperia Sola เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ตัดเลเยอร์การสัมผัสบนหน้าจอออกไป ทำให้เพียงคุณใช้นิ้่วจ่อไว้บนหน้าจอแบบไม่ต้องสัมผัสจอ ก็สามารถสั่งการมือถือได้แล้ว แล้วก็มีอีกไม่กี่รุ่นนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ แต่ก็ไม่เกิด

ต่อมาเป็น Apple อีกครั้งที่อัพเกรดหน้าจอสัมผัสให้สามารถแยกแยะแรงกดบนหน้าจอได้ ซึ่งเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า Force Touch ที่ถูกใช้ครั้งแรกกับ iPhone 6s และ Apple Watch รุ่นแรก (แต่ Apple ก็เรียกอีกชื่อว่า 3D Touch ที่น่างงแบบสุดๆ ว่าจะเรียกว่าอะไรกันแน่ -_-“) แต่อย่างไรก็ตาม Apple ได้ยกเลิกระบบ Force Touch นี้ออกไปจากระบบ iOS เวอร์ชั่นหลังๆ แล้ว

จากนั้นปากกา Stylus ถูกนำกลับมาใช้จนได้รับความนิยมอีกครั้งกับสมาร์ทโฟน Samsung Galaxy Note ที่มาพร้อมปากกาสไตลัสที่มีชื่อว่า S-Pen ที่มีความฉลาดมากขึ้นกว่าเดิม สามารถแยกแยะแรงกดได้เป็นพันๆ ระดับ โดยปากกานี้ถูกพัฒนาโดยบริษัทผู้ผลิตสไตลัสชื่อดัง Wacom นั่นเอง

ทั้งหมดด้านบนนี้ เป็นเทคโนโลยีที่ถือว่า “เกิด” จนถูกผลิตออกมาวางขายแบบ commercial คราวนี้ลองมาดูเทคโนโลยีการสัมผัสที่ “ไม่เกิด” กันบ้างครับ ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีที่มีชื่อว่า SurePress บน BlackBerry Storm ที่ผู้ใช้เมื่อสัมผัสหน้าจอจะมีความรู้สึกเหมือนสัมผัสปุ่มจริงๆ หรือจะเป็นสมาร์ทโฟนจากบริษัท Tactus ที่ใช้เทคโนโลยีที่ดูเหมือนจะน่าสนใจอย่าง Tactile Layer Technology ที่หน้าจอจะสามารถนูนปุ่มแป้นพิมพ์ขึ้นมาให้เหมือนกับคีย์บอร์ดเวลาพิมพ์ ซึ่งดูแล้วก็เก๋ดี แต่มือถือเครื่องนี้ไม่ผ่านแม้แต่ขั้นตอนของการสร้างเป็นเครื่องต้นแบบเลยครับ น่าเศร้าใจแทนเหมือนกัน


Tactile Layer Technology

เอาเป็นว่านี้ก็ถือเป็นประวัติคร่าวๆ ของเทคโนโลยีหน้าจอสัมผัสที่เคยมีมาบนโลกนี้ครับ แล้วในยุคต่อไป เพื่อนๆ คิดว่าหน้าจอสัมผัสจะเป็นอย่างไรกันบ้าง จะมีแบบไม่ต้องพิมพ์ แค่คิด อุปกรณ์ก็ทำงานได้เอง แบบนี้คิดว่าจะเป็นไปได้มั้ยครับ (ฮา)

source: gsmarena