Review: รีวิว Huawei Mate S แอนดรอยด์เครื่องแรกที่มี 3D touch

Home / mashable, review-device / Review: รีวิว Huawei Mate S แอนดรอยด์เครื่องแรกที่มี 3D touch

original by Stan Schroeder

Huawei-mate-s

ก่อนหน้าที่ Apple จะเปิดตัวเทคโนโลยี 3D Touch ที่มาพร้อมกับ iPhone 6s หนึ่งสัปดาห์ Huawei ก็ทำเรื่องที่น่าสนใจขึ้น ด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นแรก ที่มาพร้อมกับหน้าจอแยกแรงกดหน้าจอได้ออกมา

สมาร์ทโฟนเครื่องนั้นมีชื่อว่า Huawei Mate S รุ่นท็อปของบริษัทรุ่นล่าสุดที่มาพร้อมกับฟีเจอร์สุดเจ๋งของไอโฟน 6s แต่เปิดตัวก่อนไอโฟนซะอีก รวมไปถึงยังมีสเปคแรงกว่ามือถือเรือธงหลายรุ่นในตลาดอีกด้วย

แต่พอเอาเข้าจริงก็ดูเหมือนจะเป็นแค่การตลาดเท่านั้น เพราะใน Mate S เอาเข้าจริง แม้จะเปิดตัวก่อน แต่เวลาการวางขายจริงกลับวางขายพอๆ กันกับ iPhone 6s รวมไปถึงในรุ่นกลางลงมา ความจุ 32GB และ 64GB เวอร์ชั่นที่ขายทั่วโลกก็ไม่มีเทคโนโลยี  3D touch ของ Huawei มาให้ใช้ด้วย (ขอใส่คำว่า 3D touch เป็น t ตัวเล็ก เพื่อให้แตกต่างจากแอปเปิ้ลก็แล้วกัน)

ส่วนรุ่นแพง รุ่น 128GB ที่มี 3D touch ก็ดันวางขายเฉพาะในประเทศจีน โดยที่ยังไม่ขายในประเทศอื่นในตอนนี้ ซึ่งหัวเว่ยบอกว่ารุ่นนี้จะวางขายในประเทศ Switzerland, Spain, Germany, Italy, UK และในตะวันออกกลาง ในช่วงปลายเดือนธันวาคมจนดึงต้นเดือนมกราคม

ผมมีโอกาสได้ทดลองใช้ Huawei Mate S ทั้งสองรุ่นครับ ทั้งตัว 32GB ที่ไม่มี 3D touch และรุ่น 128GB รุ่นพี่ที่มีระบบแยกแรงกดบนหน้าจอ ซึ่งนอกจากเรื่องหน้าจอ และความจุ ทั้งสองเครื่องมีสเปคอื่นๆ เหมือนกันหมด ดังนั้นผมจะรีวิวทั้งสองเครื่องเป็นเครื่องเดียวกัน ส่วนอะไรที่แตกต่างจะพูดถึงทีหลังก็แล้วกัน

(ข้อควรรู้: ZTE Axon mini เป็นสมาร์ทโฟนที่มี 3D touch เช่นกัน แต่ถูกเผยข้อมูลก่อนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และตอนนี้วางขายแล้ว)

ฟีเจอร์ (เกือบ) จัดเต็ม

ในขณะที่มือถือจากหัวเว่ยถูกมองว่าเป็นมือถือที่มาพร้อมสเปคที่ดีมากเมื่อเทียบกับราคา (คล้ายกับมือถือจากจีนยี่ห้ออื่นๆ) แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าหัวเว่ยจะยังขาดอะไรอีกหลายอย่าง อย่างเช่น ความแตกต่าง การออกแบบ หรืออาจจะเป็นฟีเจอร์พิเศษเฉพาะตัวเหมือนกับ Samsung ที่มีมือถือหน้าจอโค้ง หรือ LG ที่มีระบบกล้องโฟกัสไว Laser-Focus

Huawei Mate S
ในส่วนของฟีเจอร์ ดูเหมือนว่า Huawei Mate S จะมีอะไรที่ต้องเพิ่มเติมไม่มากนัก ผู้ใช้อาจจะต้องทำความคุ้นเคยกับอินเตอร์เฟส EMUI ซักหน่อย และยังใช้ Android 5.1.1 อยู่

Image: Stan Schroeder/Mashable

Huawei Mate S มาพร้อมกับสเปคที่ตามผู้นำเจ้าอื่นๆ ทันแล้ว และเป็นไปได้ที่อาจจะแอบนำค่ายอื่นเล็กๆ ด้วย โดยมาพร้อมกับระบบประมวลผล Huawei Kirin 935 SoC แปดแกนสมอง RAM 3GB หน่วยความจำให้เลือก 32/64/128GB หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1080p โดยใช้หน้าจอแบบ AMOLED (ใช่แล้วครับ หน้าจอยังไม่ใช่ 4K หรือแม้แต่ 2K แต่อย่างไรก็ตาม หน้าจอ Full HD ก็ประหยัดแบตเตอรี่กว่าแน่นอน) กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล

จริงๆ แล้วถ้าวัดกันในเรื่องของสเปค ดูเหมือนว่า Mate S ก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียวครับ บอดี้โลหะแบบ unibody ก็มา ระบบสแกนลายนิ้วมือที่ทำงานได้รวดเร็ว ก็มา หน้าจอกันรอย Gorilla Glass 4 ที่ขอบจอโค้งนิดๆ แบบ 2.5D ก็มา แต่มีเพียง 2 อย่างเท่านั้นที่ดูเหมือนว่าจะเป็นข้อสังเกตเล็กๆ ก็คือ แบตเตอรี่แค่ 2700mAh และไม่ได้มาพร้อม Android 6.0 Marshmallow แต่มาพร้อม Android 5.1.1 จากในกล่องเท่านั้น

Huawei Mate S
Huawei Mate S มี 4 สีให้เลือก คือ สีทอง Luxurious Gold, เทา Titanium Grey, เหลืองอ่อน Mystic Champagne และแน่นอนครับ ชมพู Rose Gold ต้องมาแน่นอน จากภาพด้านบน เครื่องบนคือสีเทา ส่วนเครื่องล่างเป็นสีชมพู

Image: Stan Schroeder/Mashable

โดยรวมด้านการออกแบบต้องบอกว่าเป็นมือถือที่ดูดีมากทีเดียว โดยเฉพาะหากคุณชอบมือถือสีสไตล์ metallic ในแบบที่กำลังฮิตในปัจจุบัน ฝาหลังที่ออกแบบให้โค้งเล็กน้อยถือจับได้กระชับเข้ากับมือได้ดี แม้จะลื่นนิดๆ ก็เถอะ รวมไปถึงขอบข้างหน้าจอที่บางมาก ทำให้มือถือดูเหมือนจะเล็ก และถือได้ถนัดกว่า iPhone 6s พอสมควร ด้านงานประกอบถือว่าดีมาก ใครเห็นก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นมือถือเกรดพรีเมี่ยมแน่นอน

แล้วด้านการใช้งานล่ะแจ่มมั้ย?

ทางด้านของซอฟท์แวร์ Huawei ใส่ EMUI ครอบระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เอาไว้ ซึ่งหากคุณเคยเล่นมือถือหัวเว่ย P8 มาก่อน บอกได้เลยว่าไม่ต่างกันเลย และอาจพูดได้ว่า มันเป็นมือถือแอนดรอยด์ที่ให้ความรู้สึกเหมือน iOS ที่คุณอาจต้องใช้เวลาสักหน่อยเพื่อทำความรู้จัก แต่พอสนิทกันแล้ว ก็ใช้ได้สบายเลยล่ะ

ที่ต้องชมอีกอย่าง คือต้องขอบคุณนักพัฒนาระบบ EMUI ที่ขยันปรับปรุงระบบบ่อยมาก ทำให้ผมไม่รู้สึกเลยว่าใช้ OS เวอร์ชั่นไม่ได้ใหม่ล่าสุดอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าผมจะอยากได้ Marshmallow มากกว่า โดยเฉพาะฟีเจอร์ใหม่ชื่อว่า Doze ที่ช่วยประหยัดการใช้พลังงานในมือถือ แต่ผมก็รู้สึกมีความสุขที่ได้ใช้ซอฟท์แวร์บน Mate S อยู่ดี

ในการใช้งานทั่วไป มือถือเครื่องนี้ทำงานได้เร็ว และตอบสนองดีทีเดียว – ที่แม้อาจจะไม่ได้เร็วเท่าไอโฟน หรือ Samsung Galaxy S6 แต่ก็ไม่เคยหน่วงจนทำให้ผมรำคาญเลยสักครั้ง และแน่นอนว่ามือถือ Android พอใช้ไปสักพัก และพอโหลดแอพลงไปเยอะๆ ก็อาจจะเจอปัญหาหน่วงบ้าง แต่กับ Mate S ที่ผมใช้งาน 1 เดือนเต็มๆ กับรุ่น 32GB (รุ่น 128GB ต้องคืนไปก่อน) พบว่ามือถือเครื่องนี้ไม่มีอาการหน่วงให้เห็นเลย แม้ผมจะโหลดแอพที่ผมใช้อยู่เป็นประจำลงไปแล้วก็ตาม

ทางด้านการถ่ายภาพ กล้องบนมือถือเครื่องนี้ ใช้กล้องตัวเดียวกันกับ Huawei P8 ที่มาพร้อมกล้อง 13 ล้านพิกเซล ซึ่งผมประทับใจกับกล้องของมันมากๆ

และสุดท้ายหลังจากได้ทดสอบ แม้แบตเตอรี่จะให้มาแค่ 2700mAh ไม่ถึง 3000 แต่ผมก็ไม่รู้สึกผิดหวังกับมันเลย ผมสามารถใช้งานได้ 2 วันเต็มๆ ด้วยการชาร์จเพียง 1 ครั้ง โดยการใช้งานของผมจะไม่เน้นการเล่นเกม หรือโทรศัพท์เท่าไรนัก ผมจะเล่นพวกโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างพวก Facebook และอื่นๆ เป็นหลัก นอกจากนี้ผมยังทดสอบแบตเตอรี่ด้วย Geekbench 3 ซึ่งสามารถใช้งานแบบ runtime ได้นาน 6 ชั่วโมง 48 นาที ซึ่งถือว่าเป็นคะแนนที่ค่อนข้างดี และได้คะแนนไป 4,052 คะแนน น้อยกว่า iPhone 6S Plus นิดเดียว (4,110 คะแนน) และมากกว่า Samsung Galaxy S6 (4,029 คะแนน) อีกด้วย สรุปด้านแบตเตอรี่ ต้องบอกว่าแจ่มมากจริงๆ

battery test

Image: Stan Schroeder/Mashable

รายละเอียดที่เหลือร้าย

ทุกวันนี้สมาร์ทโฟนหลายรุ่นมาพร้อมกับสเปคที่เกือบจะเหมือนกันทุกค่าย ซึ่งหากจะวัดกันจริงๆ คงต้องไปดูกันในเรื่องของฟีเจอร์พิเศษที่ทำให้มือถือเครื่องนั้นๆ แตกต่าง

Huawei Mate S มาพร้อมกล่องแพ็คเกจสี่เหลี่ยมสีดำ (และสีดำทองสำหรับรุ่น 128GB) ซึ่งในกล่องมีตัวโทรศัพท์ ที่ชาร์จ สาย USB หูฟังที่ใส่มาในกล่องของตัวเอง และเคสหนัง เรียกได้ว่าครบพร้อมใช้เลยทีเดียว

ทางด้านฟีเจอร์พิเศษที่น่าสนใจของมือถือเครื่องยังมีอีกครับ นั่นก็คือ ระบบสแกนลายนิ้วมือที่มีประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิมนอกจากจะใช้ปลดล็อคหน้าจอ ยกตัวอย่างเช่น ตั้งค่าให้ตัวสแกนลายนิ้วมือสามารถเลื่อนอ่านแถบการแจ้งเตือนได้ รวมไปถึง สามารถแตะสองครั้ง เพื่อลบการแจ้งเตือนทั้งหมด

นอกจากนี้ Huawei ยังใส่ฟีเจอร์ที่เรียกว่า Knuckle 2.0 ที่ให้คุณเปิดแอพที่ต้องการ ด้วยการวาดสัญลักษณ์บนหน้าจอด้วยข้อนิ้วด้านนอก (ส่วนที่ยื่นออกมาของนิ้ว เวลางอนิ้ว) หรือใช้ข้อนิ้วเคาะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อแคปหน้าจอ

ใช่แล้ว เราคงเคยเห็นบางฟีเจอร์เหล่านี้จากที่ไหนสักแห่ง แต่มือถือเรือธงของหัวเว่ยตัวนี้ใส่ฟีเจอร์เหล่านี้มาให้ทั้งหมด ซึ่งบอกตรงๆ ตอนที่ผมทดลองใช้งานมือถือเครื่องนี้ ผมใช้งานจริงเพียงบางฟีเจอร์เท่านั้น ซึ่งบางอย่างผมแทบไม่ได้ใช้เลย แต่อย่างไรก็ตาม การที่มีฟีเจอร์พิเศษที่น่าสนใจหลายอย่างก็ดีกว่าไม่มีนั่นแหละ

ทางด้านหน้าจอ …

หน้าจอ 5.5 นิ้วของ Huawei Mate S น่าจะเป็นจุดเด่นที่สำคัญที่สุดของมือถือเครื่องนี้ด้วยเหตุผลหลายประการ นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่หัวเว่ยเปลี่ยนมาใช้หน้าจอแบบ AMOLED ซึ่งหมายถึงภาพบนหน้าจอจะแสดงสีสันที่ดีเท่ากันเสมอ ไม่ว่าจะมองด้วยมุมมองไหนก็ตาม สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่ามันเป็นหน้าจอที่ดีทีเดียว แต่หากเทียบกับ iPhone 6 ผมว่าหน้าจอของ Mate S ดูจะมืดกว่าเล็กน้อย และสีขาวบนไอโฟนดูจะขาวกว่าอีกด้วย แต่หากเทียบกับ Huawei P8 ที่ใช้หน้าจอ LCD IPS ที่มาพร้อมความละเอียด Full HD เท่ากัน หน้าจอของ Mate S จะดูดีกว่านิดหน่อย สีสันดูสดใสมากกว่า และมุมมองดีกว่าเล็กน้อย

ยิ่งไปกว่านั้น รุ่นความจำ 128GB ของ Mate S จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีรับรู้แรงกดที่แตกต่างบนหน้าจอได้ (ที่ตอนแรกหัวเว่ยเรียกว่า Force Touch แต่ตอนนี้เรียกว่า 3D touch) ที่ใช้งานได้เหมือนกับที่อยู่บน iPhone 6S เลยครับ มันสามารถทำงานได้ดีมากกับแอพของหัวเว่ยเองที่ถูกออกแบบให้สามารถรองรับกับฟีเจอร์นี้ และมันทำงานได้แม่นยำมาก

ถึงตอนนี้ ดูเหมือนกับว่าหัวเว่ยก็ไม่ได้สนใจกับ 3D touch เท่าไหร่นัก เพราะการสัมผัสหน้าจอส่วนใหญ่บน Mate S ก็แทบไม่ได้ทำให้ฟีเจอร์นี้ทำงานเลย เพราะว่ามีไม่กี่แอพเท่านั้นที่รองรับการใช้งานฟีเจอร์นี้แม้ว่ามันจะสามารถทำงานได้ดีก็ตาม แต่มีอย่างหนึ่งที่มันสามารถใช้ทำงานได้ดีก็คือ สามารถใช้ซูมเข้า และซูมรูปภาพนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ทางหัวเว่ยส่งรายละเอียดเกี่ยวกับฟีเจอร์ที่ใช้ 3D touch ในอนาคตมาให้ผมด้วย ไม่ว่าจะเป็น การเปิดเมนูพิเศษด้วยการกดบนไอคอนแอพ (เหมือนกับ Quick Actions ของ iPhone 6S) และฟีเจอร์ Magic Corners ซึ่งคือการเปิดแอพที่เลือกไว้ด้วยการกดบางตำแหน่งของหน้าจอแรงๆ แม้จะดูเหมือนว่า 3D Touch ของไอโฟนจะดูล้ำหน้ากว่า แต่ในอนาคตคาดว่าหัวเว่ยก็จะตามหลังไอโฟนมาติดๆ เช่นกัน แต่ก็ยังไม่มีการระบุวันเวลาแน่ชัดสำหรับการอัพเดตแต่อย่างใด

สรุป

เทคโนโลยีการรับรู้แรงกดที่แตกต่างกันของ Mate S นี้ แม้ผมอาจจะยังไม่ชอบเท่าไหร่ แต่ด้วยความเร็วในการทำงาน การดีไซน์ที่สวยงาม งานประกอบระดับพรีเมี่ยม และฟีเจอร์พิเศษที่จัดเต็ม ทำให้โดยรวมผมค่อนข้างประทับใจกับมือถือเครื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตาม มือถือหลายรุ่นจากผู้ผลิตจากจีน อย่างเช่น จาก Huawei, Lenovo, ZTE และ Xiaomi ดูเหมือนว่าจะดูมีภาษีดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับแบรนด์จากเกาหลีอย่าง Samsung หรือ LG รวมไปถึงเริ่มเข้าใกล้กับ Apple iPhone เข้าไปเรื่อยๆ

และอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผมเลือกซื้อมือถือเครื่องไหนก็ตาม ก็คือเรื่องของราคาครับ โดย Huawei Mate S เครื่องนี้ดูเหมือนว่าราคาจะถูกตั้งมาแรงไปซักหน่อย โดย Mate S รุ่น 32GB รุ่นล่างสุด ถูกตั้งราคาไว้ที่  649 ยูโร หรือประมาณ 25,500 บาท และราคา 699 ยูโร และ 792 ยูโร สำหรับรุ่น 64GB และ 128GB (มี 3D touch) ตามลำดับ (หรือประมาณ 27,500 และ 29,990 บาท) ซึ่งจากราคานี้ ผมคิดว่ามันก็คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้นะ แต่ก็ดูเหมือนจะโกหกเกินไป หากจะบอกว่าในงบนี้ไม่มีมือถือรุ่นไหนที่น่าซื้อแล้ว

 

Huawei Mate S (หัวเว่ย เมท เอส)

The Good ข้อดี

  • สเปคระดับท็อปคลาส
  • งานประกอบขั้นเทพ
  • กล้องแจ่ม
  • ระบบรับรู้แรงกดสุดเท่

The Bad ข้อสังเกต

  • ราคาแรง
  • ระบบรับรู้แรงกดยังไม่ค่อยมีแอพให้ใช้

The Bottom Line

Huawei Mate S จัดเป็นสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ที่ดีมาก  โดดเด่นด้วยงานประกอบที่สวยงามขั้นเทพ และมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลายอย่าง แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถทำเทคโนโลยี 3D touch ไปใช้ได้คุ้มค่าเท่าไหร่ และราคาเมื่อเทียบกับคู่แข่ง อาจจะดูแรงไปนิด

ดูบทความต้นฉบับ : Huawei Mate S review: The first Android with ‘3D touch’ has plenty of power