เบอร์สองยืนด้วยไพ่หน้าเดิม รอคลื่น 3G ล้นหน้าตัก 1.6 หมื่นล.

Home / PC & Notebook / เบอร์สองยืนด้วยไพ่หน้าเดิม รอคลื่น 3G ล้นหน้าตัก 1.6 หมื่นล.



ท่ามกลางแนวรบที่ไม่เปลี่ยนรูปไปจาก 1-2ปี ที่ผ่านมานัก วันนี้เบอร์สองอย่าง”ดีแทค”เคลียร์ชัดไม่สนร่วมเครือข่าย TOT3G ที่เอไอเอส มองเป็นยุทธศาสตร์เพื่อการรักษาอันดับ ในตลาดที่แข่งขันสูง แต่ติดหล่มนโยบายรัฐนี้

ดีแทคประกาศไม่สนใจเชื่อมต่อ ทั้งของทีโอที และกสท เชิญคู่แข่งเล่นลุ้นไพ่ไปก่อน  ท่ามกลางการประเมินตัวเลขการขยายตัวของรายได้ปีนี้ 7-9% และมีเงินสดหมุนผ่านในหน้าตักมากถึง 16,000 ล้านบาท ที่พร้อมสู้ในศึก 3G ที่คลื่นใหม่ 2100 MHz นั้น….

ทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า ปี 2553 นี้ ดีแทคตั้งเป้ารายได้ เติบโตระดับ 7-9% (high single digit) ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ประมาณ 30%

โดยคาดว่าลูกค้าใหม่โดยรวมปีนี้จะเพิ่มขึ้น 3-4 ล้านเลขหมาย ซึ่งน่าจะเป็นส่วนของดีแทคราว 1 ล้านเลขหมาย จากฐานลูกค้าล่าสุดที่ 19.7 ล้านเลขหมาย

การแถลงข่าวรอบปีนี้เกิดขึ้นเมื่อ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา ตามหลังยักษ์เบอร์หนึ่งที่เปิดแถลง AIS vision 2010 ด้วยแนวนโยบาย Ecosystem เมื่อ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา

“ปีที่ผ่านมาเราจะมีรายได้รวมอยู่ที่ 64,684 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 2.9% แต่หากหักรายได้จากค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (ไอซี) ออกไป นับเฉพาะรายได้จากการให้บริการ ปรากฏว่าเราทำตัวเลขได้ดีขึ้นเป็น 51,956 ล้านบาท จาก 51,722 ล้านบาท เมื่อปีก่อนหน้า”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของดีแทค กล่าวว่า ปีที่ผ่านมายังเป็นปีที่ดีแทคมีกระแสเงินสดสูงที่สุด สร้างสถิติที่ 14,300 ล้านบาท เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1,300 ล้านบาท อันเป็นผลมาจากการสำรองเงินเพื่อเตรียมลงทุนและประมูลใบอนุญาต 3G

เนื่องจากการเปิดประมูล 3G ยังไม่เกิดขึ้น ปีนี้เราจึงจะยังคงตั้งเป้าเพิ่มกระแสเงินสดของบริษัทต่อไปอีกที่ 16,000 ล้านบาท ผ่านรายได้ที่เพิ่มขึ้นและการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความคาดหวังว่าการเปิดประมูล 3G จะเกิดขึ้นได้ในปีนี้”

สำหรับทิศทางของบริษัทที่มุ่งเน้นการเข้าหาลูกค้าที่มีคุณภาพ ต้องการใช้บริการเครือข่ายดีแทคอย่างแท้จริง ไม่เน้นแจกซิมฟรี รวมทั้งจะเดินหน้าการปรับลดต้นทุนของบริษัทต่อไป

“ปีนี้ยังจะเป็นปีที่ดีแทคเดินหน้าทำตลาดสมาร์ทโฟนอย่างเต็มที่ ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้เราทำตลาดอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพิ่งขายแบล็คเบอร์รี่เต็มตัวเมื่อปลายปี”

ดีแทคพูดถึงแนวทางในการพัฒนาบริการรองรับ3G แม้กลไกที่สมบูรณ์ยังไม่เกิดขึ้นว่า จะยังคงมองแนวทางในการนำคลื่นความถี่ 850 MHz ที่มีอยู่มาใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด โดยอยากขยายเครือข่ายบริการ 3G ที่ทดลองให้บริการอยู่ในขณะนี้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 100 สถานีฐาน

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายหลักในการพัฒนาบริการ 3G ของดีแทคนั้น อยู่ที่การให้บริการบนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ซึ่งรอการเปิดประมูลจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) อยู่

“เราต้องการเปิดให้บริการบนคลื่น 2.1 GHz ซึ่งเป็นคลื่น 3G โดยเฉพาะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราต้องการเป็นเอกเทศจากระบบสัมปทาน เพราะการให้บริการบน 850 MHz นั้น มีภาระเรื่องส่วนแบ่งรายได้ เราไม่สนใจร่วมให้บริการบนเครือข่าย 3G ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือแม้กระทั่งของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทคู่สัญญา แม้ว่าบรรดาคู่แข่งจะแสดงความสนใจที่จะใช้เครือข่ายนั้นก็ตาม

ดีแทค
ไม่ต้องการลดทอนความสำคัญในการเปิดประมูล 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ลง ไม่ได้หมายความว่าทีโอทีและ กสท ทำ 3G แล้ว กทช.จะไม่ต้องเปิดประมูล เพราะ กทช.ต้องสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม เปิดโอกาสให้ทุกบริษัทได้ให้บริการ 3G

ทอเร่ กล่าวว่า ดีแทคมีความพร้อมที่จะลงทุน มีกระแสเงินสดพอเพียง ขอเพียงแต่ กทช. สามารถเปิดการประมูล 3G ให้ได้เท่านั้น โดยยังมองในแง่บวกว่าการเปิดประมูล 3G น่าจะเกิดขึ้นได้ภายในครึ่งปีหลังของปีนี้

เศรษฐกิจกระเตื้องยอดขายเครื่องขยับ

ทอเร่ กล่าวว่า จะเน้นในแนวทางเดิมที่ทำให้รายได้โตขึ้นจากปี 2552 คือ

1.คุณภาพของลูกค้า (Quality Customer) ดีแทคจะไม่เน้นยอดขายเพราะไม่ต้องการได้ลูกค้าปลอมเข้าระบบอย่างเช่น การแจกซิม แต่จะเน้นลูกค้าที่มีคุณภาพเป็นหลัก

2.การทำตลาด โดยใช้ระบบดาต้า ไมนิ่งวิเคราะห์ตลาด เพื่อให้ทราบว่าลูกค้าต้องการอะไร เพื่อจะได้ออกแพ็คเกจ ตอบสนองความต้องการ (Micro Segmentation)

3.การลดต้นทุน (Cost Efficiency Programs) ก็จะมีการทำอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าปีนี้รายได้โดยรวมของดีแทคจะโตประมาณ 7-9%

ขณะเดียวกันก็จะพุ่งเป้าไปที่แนวโน้มใหม่ที่กำลังมาอย่างเรื่องของอิน เทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน เรื่องบริการเกี่ยวกับลูกค้าสมาร์ทโฟนซึ่งจะทำให้ดียิ่งขึ้น และคาดว่าทุกอย่างจะเห็นความชัดเจน ภายในเดือนมี.ค.นี้

ด้านการลงทุนรอบปีนี้คาดว่าจะใช้งบเท่ากับปี 2552 คือประมาณ 6 พันล้านบาท หลักๆ คือ เรื่องของเครือข่ายให้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งถือว่าลงทุนเรื่องนี้มากกว่ารอบปี’52 เพราะงบกว่า 1 พันล้านบาทไปลงทุนตึกที่ย้ายมาอยู่ใหม่ แต่การลงทุนดังกล่าวไม่รวมกับระบบ 3G และจะยืดหยุ่นตามกระแสเงินสด

สำหรับผลการดำเนินงานรอบปี 2552 ไตรมาส 4  มีรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ก่อนหน้า 3.8% และสูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปี’51   3% หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 1.66 หมื่นล้านบาท อัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้น  9.8% จากไตรมาส 3  และเพิ่มขึ้น  24.5%  จากปีก่อน  เป็น 5.6 พันล้านบาท กำไรสุทธิ  2.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น  32.1% จากไตรมาส 3  และเพิ่มขึ้น 73.6% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน   ส่วนฐานลูกค้าล่าสุดอยู่ที่ 19.7 ล้านเลขหมาย

ช่วงไตรมาส 3 ถึง 4  ลูกค้าดีแทคเราเพิ่มการใช้งานมากขึ้น ขณะที่ไม่ต้องลงทุนอะไร โดยเฉลี่ย 300 นาทีต่อเดือนต่อคน สูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากอเมริกา หรือคิดเป็นรายได้อยู่ที่ 278 บาทต่อเลขหมายต่อเดือน

ทั้งนี้ เมื่อรายได้จากการให้บริการตลอดปี และรวมค่าเชื่อมโครงข่าย หรือ IC มีมูลค่าอยู่ที่ 6.47 หมื่นล้านบาท ลดลง 2.9%

ขณะที่กำไรสุทธิที่ไม่รวมการบันทึกรายได้แบบ One-time Settlement จาก DPC ลดลง 11.5% หรือเท่ากับ 6.6 พันล้านบาท เนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการเมืองเป็นหลัก อีกทั้งจากการที่ตลาดมือถือใกล้ถึงจุดอิ่มตัว ส่งผลให้ตลาดรวมเติบโตลดลงด้วย

“รอบปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ยากลำบากทั่วโลกจากวิกฤตเศรษฐกิจ ไทยก็ไม่ต่างจากประเทศอื่น แถมยังมีปัญหาเรื่องการเมือง และความรุนแรง ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะการท่องเที่ยวลดลงมาก”

 แต่สิ่งที่ทำให้ดีแทคฝ่าวิกฤตดังกล่าวมาได้ เพราะมีการโฟกัสไปที่ 4 แกนหลักคือ

1. Quality Customer)

2. Micro Segmentation)

3. เน้นบริการเสริมและอินเทอร์เน็ต (VAS and Internet) และช่วงไตรมาส 4 มีบริการประเภทแบล็คเบอร์รี่ (BB) เข้ามา จนทำให้มีฐานลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ที่ 3.3 หมื่นราย

4. Cost Efficiency ที่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องปลดพนักงาน