จัสมินฯชูบรอดแบนด์

Home / PC & Notebook / จัสมินฯชูบรอดแบนด์

จัสมินฯ เน้นโฟกัสเงินลงทุน 2 พันล้านบาทในธุรกิจบรอดแบนด์ มั่นใจยังเป็นตลาดดาวรุ่งท่ามกลางเศรษฐกิจโลกซบ ชี้แนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เตรียมซื้อหุ้นทีทีแอนด์ทีเพิ่มอีก 20% เป็น 50% หวังสิทธิร่วมทำแผนฟื้นฟู


กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจขาลงที่ เกิดจากวิกฤติการเงินในตลาดโลกนั้น จะไม่ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยมากนัก เนื่องจากนับแต่วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ธนาคารและสถาบันการเงินในประเทศไทย ก็ค่อนสข้างระมัดระวังการปล่อยเงินกู้ ทำให้ไม่เกิดการลงทุนที่เกินตัว


ขณะเดียวกัน ในส่วนของจัสมินฯ เชื่อว่าจะยังอยู่ในโพซิชั่นที่ดี เพราะเริ่มปรับทิศทางไปมุ่งธุรกิจบรอดแบนด์ มาก่อนหน้านี้ ซึ่งจากแนวโน้มทั่วโลกยังมีอัตราเติบโตทางธุรกิจอยู่ รวมทั้งยังสามารถเชื่อมโยงกับธุรกิจหลักๆ ที่มีอยู่ เช่น การใช้ประโยชน์จากโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐานในภูมิภาคของบริษัทในเครือคือ บมจ. ทีทีแอนด์ที, การต่อยอด กับธุรกิจด้านคอนเทนท์ของกลุ่มบริษัท โมโน ซึ่งเป็นการลงทุนส่วนตัวของเขาทั้ง 100%


ทั้งนี้ บริษัทตั้งงบลงทุนช่วงปี 2552-2553 ไว้ประมาณ 2 พันล้านบาท โดยประมาณ 1.7 พันล้านบาท จะเน้นลงทุนขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในชื่อ “แม็กซ์เน็ต” เพิ่มอีก 3 แสนพอร์ตให้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพ จากที่ผ่านมามีฐานลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด และที่เหลือกระจายลงทุนบริการใหม่ๆ เช่น อินเทอร์เน็ตไร้สาย “สไปเดอร์ ฮอตสปอต”ที่จะเปิดให้บริการไตรมาสแรกปีหน้า ด้วยค่าบริการ 99 บาทต่อเดือน และบริการทีวีผ่านอินเทอร์เน็ต (ไอพีทีวี) เตรียมเปิดบริการจำนวน 30 ช่อง คิดค่าบริการรายเดือนขั้นต่ำ 190 บาท


ด้านเงินลงทุนนั้น บริษัทได้ซัพพลายเออร์เครดิต จากหัวเว่ยแล้วทั้ง 1.7 พันล้านบาท สำหรับการขยายเครือข่ายบรอดแบนด์ โดยมีระยะเวลาชำระคืน 3.5 ปี ซึ่งช่วง 1.5 ปีแรกเป็น grace period และเริ่มทยอยชำระคืนใน 2 ปีต่อไป ขณะเดียวกันจัสมินฯ ก็มีกระแสเงินสดในมืออยู่อีกประมาณ 4 พันล้านบาท จึงไม่มีปัญหาด้านเงินทุน


“ปัจจุบันเรามีลูกค้าบรอดแบนด์ 3.7 แสนราย ซึ่งมีสัดส่วนในกรุงเทพเพียง 6 พันราย แต่คาดว่าหลังขยายการลงทุนมา ยังกรุงเทพในปีหน้า จะมีลูกค้าใหม่เพิ่มประมาณ 1 หมื่นคนในแต่ละเดือน โดยตามเป้าหมายจะมีฐานลูกค้าไม่ต่ำกว่า 1 ล้านรายได้ภายในปี 2553” นายพิชญ์กล่าว


นอกจากนี้ ลูกค้าใหม่ๆ มีแนวโน้มเป็นกลุ่มที่ใช้บริการในความเร็วที่สูงขึ้นจาก 2 เมกะบิทต่อวินาที ในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลให้มีรายได้ต่อเลขหมายที่ให้บริการบรอดแบนด์เพิ่มจากประมาณ 500 บาท เป็น 800 บาทต่อเดือน


นายพิชญ์ ซึ่งปัจจุบันถือหุ้นจัสมินฯ อยู่ 20% กล่าววอีกว่า การอนุมัติเงินปันผล 0.05 บาทต่อหุ้น ให้กับผู้ถือหุ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 400 ล้านบาท เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน


“บรอดแบนด์” ดาวรุ่งสร้างรายได้


นายพิชญ์ กล่าวว่า ธุรกิจบรอดแบนด์ และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับอินเทอร์เน็ต จะเป็น 2 สายธุรกิจสำคัญสำหรับการเพิ่มรายได้และกำไรของจัสมินฯ ในอนาคต และสร้างแหล่งรายได้ทดแทนกลุ่มธุรกิจเทเลคอม เน็ตเวิร์ค หรือธุรกิจสัมปทานที่ค่อยๆ หมดลง รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ได้แก่ การประมูลโครงการรัฐ และการติดตั้งระบบ ซึ่งมีความไม่แน่นอนตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ


ทั้งนี้ คาดว่ารายได้รวมของจัสมินฯ สิ้นปีนี้น่าจะอยู่ที่ 5.5 พันล้านบาท โดยจากผลประกอบการไตรมาส 3 ธุรกิจบรอดแบนด์ มีสัดส่วน 35% ของรายได้จัสมินฯทั้งกลุ่ม เติบโตจากกว่า 20% เมื่อปี 2550 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 50% ในปี 2552 และ 70% ในปี 2553 เมื่อลูกค้าบรอดแบนด์ถึงล้านคน ขณะที่ ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทมียอดลูกค้าบรอดแบนด์โตขึ้น 65% เทียบกับปี 2550 และมีกำไรจากธุรกิจนี้เพิ่มเป็น 46%


“เรามองภาวะเศรษฐกิจขณะนี้เป็นโอกาส และยังมีการเติบโตอยู่ เพราะบรอดแบนด์สามารถเป็นเครื่องมือช่วยทำธุรกิจ ใช้ในการเช็คข้อมูล ลดต้นทุนทางธุรกิจ เป็นตลาดที่มีความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” นายพิชญ์กล่าว


ขณะที่ ในปี 2554 สัมปทานของบริษัทลูกคือ เจเอสทีซี ในส่วนของเครือข่ายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในแหล่งกระแสเงินสดหลักของจัสมินฯ ก็จะสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม จะเจรจาเพื่อขอต่อสัญญาในรูปแบบสัญญาบำรุงรักษาต่อไป เนื่องจากทาง บมจ. ทีโอที ซึ่งเป็นผู้ให้สัมปทานก็ต้องการผู้ที่จะมาดูแลด้านนี้อยู่


เตรียมเข้าถือหุ้นทีทีแอนด์ทีเพิ่ม


ล่าสุด จัสมินฯ ซึ่งถือหุ้น 30% ใน บมจ. ทีทีแอนด์ที มีแผนเพิ่มการลงทุนโดยซื้อหุ้นเพิ่มอีก 10-20% เพื่อจะมีสิทธิ์ในการโหวตมูลหนี้ของทีทีแอนด์ที ซึ่งศาลล้มละลายกลาง ได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมา เนื่องจากหากบริษัทได้สิทธิ์ 33% ของมูลหนี้ทั้งหมด ก็จะสามารถเข้าร่วมทำแผนฟื้นฟูกิจการได้


ทั้งนี้ ทีทีแอนด์ที มีภาระหนี้สินอยู่ 1.8 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมเข้ากับหนี้ส่วนของซัพพลายเออร์ เครดิต ก็จะมีมูลหนี้รวม 2.1 หมื่นล้านบาท


นายพิชญ์ กล่าวว่า ปัจจุบันจัสมินฯ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และมี บมจ. ล็อกซเล่ย์ ถือในอันดับรองลงมาคือ 8-9% ที่เหลือกระจายถือโดยรายย่อยรวมทั้งตัวเขาเอง ดังนั้น จึงน่าจะเพิ่มสัดส่วนหุ้นได้ไม่ยาก ซึ่งเชื่อว่าหากได้เข้าไปร่วมทำแผนฟื้นฟู ก็จะช่วยให้ทีทีแอนด์ที พ้นวิกฤติด้านการเงินได้ เพราะจัสมินฯ สามารถกำหนดทิศทางธุรกิจใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม จากที่ผ่านมา ทีทีแอนด์ที ผูกติดกับรายได้จากค่าโทรในโครงการโทรศัพท์พื้นฐาน ทำให้ผลประกอบการลดลงต่อเนื่อง เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว


นอกจากนี้ เครือข่ายของจำนวนช้อปซึ่งทีทีแอนด์ที มีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 300 แห่ง ยังเป็นจุดแข็งในแง่ของรีเทล ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ร่วมไปกับการขยายธุรกิจบรอดแบนด์ เช่น ใช้เป็นจุดจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยจะบันเดิลบริการลงในตัวผลิตภัณฑ์ยี่ห้อของบริษัทเอง


โดยบริษัทมองถึงการจ้างโรงงานจีนผลิต (โออีเอ็ม) โน้ตบุ๊คเครื่องเล็กๆ หรือโทรศัพท์มือถือ ที่สามารถต่อไว-ไฟ หรือบรอดแบนด์ได้ โดยสร้างแบรนด์เอง จำหน่ายในราคาไม่แพง ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถสู้กับแบรนด์ที่ทำตลาดอยู่แล้วได้ เพราะจะมีการบันเดิลบริการที่มีอยู่แถมไปในเครื่องด้วย


ดึงธุรกิจส่วนตัวเสริมทัพบรอดแบนด์


พร้อมกันนี้ เขายังเตรียมนำจุดแข็งในธุรกิจคอนเทนท์ ของบริษัทในกลุ่ม โมโน ซึ่งถือหุ้นเองทั้ง 100% เข้ามาเสริมทัพธุรกิจบรอดแบนด์ด้วย เพราะธุรกิจทั้ง 2 ส่วนนี้จะเสริมการเติบโตกัน โดยปัจจุบันโมโน ซึ่งมีรายได้ปีละหลักพันล้านบาท นับเป็นผู้ให้บริการคอนเทนท์บนมือถือรายใหญ่สุดของ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ครองส่วนแบ่งตลาด 30% ของตลาดโมบายคอนเทนท์รวมที่เอไอเอสมีอยู่ 2-3 พันล้านบาท


รวมทั้ง เป็นเจ้าของเวบไซต์รับจองโรงแรมทางออนไลน์รายใหญ่ www.hotelthailand.com และมีธุรกิจบันเทิงทั้งผลิตภาพยนตร์ ละคร และนิตยสารข่าวบันเทิง


ทั้งนี่ ปีหน้ามีแผนนำโมโน เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ เพื่อระดมทุน 500-600 ล้านบาท รับแผนขยายธุรกิจคอนเทนท์มือถือไปตลาดโลก จากปัจจุบันเริ่มรุกเข้าไปแถบเอเชียบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่ตัดสินใจว่าในอนาคต จะมีการรวมธุรกิจของโมโน และจัสมินฯ หรือไม่ เพราะต่างก็มีข้อดี คือ โมโน ไม่มีหนี้ และกำไรเติบโตตลอด ส่วนจัสมินฯ มีโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ และมีกระแสเงินสดมาก


อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าท้ายที่สุดธุรกิจสองด้านนี้ต้องรวมเข้าด้วยกัน “เพราะเทเลคอมอย่างเดียวก็จืด ต้องมี media และคอนเทนท์มาเสริม”


 ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก