1 พ.ค.2551อวสานโทรเลขไทย !!

Home / PC & Notebook / 1 พ.ค.2551อวสานโทรเลขไทย !!

ราวห้าหรือหกสิบปีก่อน คำว่า “ตะแลบแกร๊บ” (Telegraph)อาจเป็นคำคุ้นหูของคนยุคนั้น ซึ่งหมายถึงการส่งข่าวสารบบหนึ่งที่รวดเร็ว แต่สำหรับในยุคนี้ ต้องคำว่า “3G” (Third Generation Mobile System)ส่วนตะแลบแกร๊บ หรือโทรเลข กำลังจะถึงจุดจบ คิดแล้วหลายคนอาจใจหาย ที่เคยพึ่งพาโทรเลขในการสื่อสารที่รวดเร็วทันใจกว่าการเขียนจดหมาย หรือจะเรียกว่าเป็นทางเลือกเดียวในการติดต่อ บอกกล่าวข่าวสารสำคัญๆก็คงไม่ผิดนัก


แต่นั่นแหละ สัจธรรมในโลกคือ การเปลี่ยนแปลง เมื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็วด้วยฝีมือมนุษย์ เทคโนโลยีใหม่ย่อมมาแทนที่เทคโนโลยีเก่า เทคโนโลยีที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความต้องการของผู้คนได้ ก็ย่อมต้องเหลือเพียงความทรงจำเท่านั้น


++โทรเลขในหน้าประวัติศาสตร์ไทย++


จากหลักฐานทางจดหมายเหตุและเอกสาร ประเทศไทย หรือ สยาม รู้จักโทรเลขครั้งแรกในปี 2404 เมื่อคณะทูตรุสเซียนำ “ตะแลบแกร๊บ” (Telegraph) สำรับหนึ่งพร้อมของบรรณาการมากมายมาถวายรัชกาลที่4 เพื่อกระชับสัมพันธไมตรี แต่การใช้โทรเลขจริง ๆเกิดขึ้นในรัฐสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงตัดสินพระทัย สร้างระบบโทรเลขเองทันที โดยให้อยู่ในความดูแลของกรมกลาโหม


จากนั้นได้ทำการวางสายโทรเลขสายแรก คือ สายกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ ในปี 2418 และสายที่ 2 คือ สายกรุงเทพฯ-บางปะอิน ในปี 2421 โดยในระยะแรกจะมีการใช้โทรเลขในทางราชการเท่านั้น กระทั่งถึงปี 2426 จึงเปิดโทรเลขสายตะวันออก (กรุงเทพฯ-ไซ่ง่อน) เป็นบริการสาธารณะ โทรเลขสายนี้ยังถือเป็นสายแรกของไทยที่สามารถติดต่อกับต่างประเทศได้โดยตรง อีกด้วย


นับแต่นั้นมาโทรเลขก็ได้กลายเป็นระบบการสื่อสารสำหรับคนทุกระดับชั้น ตั้งแต่กษัตริย์ถึงสามัญชน





“โทรเลข”ในฐานะที่เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ถือได้ว่ามีประสิทธิภาพที่สุดใน เวลานั้น ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในหลายด้าน ไม่ว่าในด้านการแจ้งข่าวสารสำคัญ ดังเช่นโทรเลขด่วน ในช่วงเวลาอันคับขัน สมัยที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับลัทธิล่าอาณานิคมของมหาอำนาจอย่างอังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งเป็นกรณีที่ทูตไทยในปารีสได้พยายามทำทุกทางเพื่อโน้มน้าวรัฐบาล ฝรั่งเศสให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จนในที่สุดทางการฝรั่งเศสก็ได้มีโทรเลขด่วนให้ระงับปฏิบัติการเสีย


ซึ่งหากโทรเลขจากปารีสฉบับนั้น ส่งถึงมือผู้รับ ประวัติศาสตร์ไทยอาจบันทึกเหตุการณ์ ร.ศ. 112ไปอีกแบบ


ยิ่งไปกว่านั้น โทรเลข ยังมีบทบาทสำคัญในระดับ “การทูต” โดย ” โทรเลข”ถูกใช้เป็นสื่อแสดงถึงสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างผู้นำประเทศ อาทิ การถวายพระพรแด่กษัตริย์ สมเด็จพระราชินี รวมถึงผู้นำประเทศต่างๆ ตามวาระโอกาสอันเหมาะสม อาทิ วันเฉลิมพระชนมพรรษา เทศกาลปีใหม่ ฯลฯ


นอกจากนี้โทรเลขยังได้ก้าวเข้าไปมีบทบาทสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ ที่เด่นชัดคือคราวที่เกิด “กบฏบวรเดช” ซึ่งรัฐบาลคณะราษฎร์ได้ใช้โทรเลขในการสั่งการข้าราชการหัวเมืองต่อสู้กับ ฝ่ายกบฏหลายฉบับ ซึ่งปัจจุบันสำเนาโทรเลขไม่น้อยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ก็ได้ถูกเก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติในฐานะเอกสารสำคัญทาง ประวัติศาสตร์ ซึ่งในระยะแรกมีการใช้โทรเลขในทางราชการเท่านั้น


หากนับย้อนไปราว 20-30 ปีก่อนหน้านี้ ทางเลือกในการสื่อสารของผู้คนยุคก่อนยังมีไม่มากนัก คนต่างจังหวัดที่มาทำงานมาเรียนหนังสือในเมือง มักจะส่งข่าวกลับบ้านด้วยการเขียนจดหมาย และถ้าเป็นข่าวด่วน ก็จะส่งโทรเลข เพราะบริการโทรศัพท์ยังไม่ครอบคลุมและค่าใช้บริการสูง แต่ปัจจุบันพวกเขามีทางเลือกมากมาย


ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือ หรือโทรศัพท์ไร้สายที่มีวิวัฒนาการรวดเร็ว เข้าสู่ยุค 3 G ที่มีประสิทธิภาพสูงทั้งมีเครือข่ายครอบคลุมแทบทุกจุดของประเทศ รวมไปถึงการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้รับ-ส่งข้อมูลกันได้ตลอด 24 ชั่วโมงซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้สามารถตอบสนองการติดต่อสื่อสาร “ด่วน” ที่โทรเลขเคยมีบทบาทสำคัญได้อย่างสมบูรณ์แบบ


อาจด้วยเหตุนี้ บริการโทรเลขที่ซบเซาอยู่แล้วจึงมีสถานการณ์ย่ำแย่ลงไปอีก จนแทบไม่เหลือเค้าว่า ครั้งหนึ่งเคยเป็นระบบการสื่อสารที่รวดเร็วและทันสมัยที่สุดของประเทศไทย


++1 พ.ค.2551อวสานโทรเลขไทย++


การรุกตลาดการสื่อสารอย่างเข้มข้นของโทรศัพท์มือถือช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมานี้ ทำให้การสื่อสารด้วยวิธีการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นจดหมาย โทรศัพท์บ้าน หรือโทรเลข ต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะโทรเลขนั้นแทบจะพูดได้ว่าไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป


ซึ่งในที่สุดบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยนายสมพล จันทร์ประเสริฐ ที่ปรึกษาอาวุโส บมจ. กสท โทรคมนาคม ซึ่งรับผิดชอบงานด้านนี้โดยตรง ก็ให้คำตอบที่ค่อนข้างชัดเจนว่า โทรเลขคงถึงวาระที่จะต้องเลิกการให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2551 นี้เป็นต้นไป


ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญใหญ่ ๆ มี 2 ประการคือ ต้นทุนค่าดำเนินการที่สูงมาก ถึงเดือนละ 25 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้เพียง 5 พันบาทจากยอดผู้ใช้บริการเพียงเดือนละ 100 ฉบับและปัญหาการจัดหาอะไหล่ที่ล้าสมัยไปแล้ว





ไม่ว่าวันนี้ บทบาทหน้าที่ที่เคยมีเคยเป็นของโทรเลขจะลดน้อยลงเพียงไร และกำลังจะปิดฉากลงในอีกไม่ช้า แต่เราคงต้องยอมรับว่า กระดาษแผ่นเล็กๆ ที่มีข้อความสั้นๆ นับได้ไม่กี่ตัวอักษร ได้ทำหน้าที่สำคัญของมันในฐานะบันทึกประวัติศาสตร์สังคมไทย ทั้งช่วยต่อเติมภาพอดีตที่เลือนลางให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น และสำหรับใครบางคน มันยังอาจเป็นบันทึกความทรงจำที่มีคุณค่าความหมายต่อชีวิตด้วย





ที่มา – www.thannews.th.com