“เอไอเอส-ดีแทค”ชนไอซีที เช็กบิลย้อนหลังหายนะทั้งอุตสาหกรรม

Home / Mobile & Tablet / “เอไอเอส-ดีแทค”ชนไอซีที เช็กบิลย้อนหลังหายนะทั้งอุตสาหกรรม

“จุติ” มึนเช็คบิลสัญญามือถือไม่คืบ ยันยังไม่มีคิวชง “ครม.” ฟันธงเลิกสัมปทานระบุข้อมูลยังไม่ครบถ้วน ขู่ดัดหลังคณะทำงานฐานฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งยืดอก การันตีไม่เลือกปฏิบัติ ฟาก 2 ซีอีโอ “เอไอเอส-ดีแทค” ทนไม่ไหวจับมือเปิดใจ

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ขณะนี้ คณะกรรมการมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วย การให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ (พ.ร.บ.ร่วมทุน) ที่กำกับ ดูแลสัญญาสัมปทานบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ยังไม่เสนอข้อสรุปผลการพิจารณาการแก้ไขสัมปทาน หลังคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอน พ.ร.บ.ร่วมทุน รวมถึงความ เสียหายที่เกิดจากกรณีดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาเคยวินิจฉัยบางประเด็นไว้แล้ว
“ทีโอทียังไม่สรุปความเสียหายมาให้จนไม่อยากกำหนดเดดไลน์ เพราะไม่เคยได้รับความร่วมมือ เมื่อยังไม่สรุปจึงไม่ได้มีกำหนดยื่นเรื่องให้ ครม.พิจารณาและบอกไม่ได้ด้วยว่าปัญหานี้จะจบเมื่อใดแต่ตั้งทีม กม.เฉพาะมาดูแลเองแล้ว กรณีการแก้สัญญาระหว่าง บมจ.กสท โทรคมนาคม กับดีแทค และ ทรูมูฟ ก็ไม่มีความคืบหน้าเช่นกัน”
นายจุติกล่าวว่าหลังจากได้ข้อสรุปจะประมวลความเห็นของกรรมการและไอซีที ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเพื่อเสนอ ครม. พร้อมกันทุกสัมปทานเพื่อให้เอกชนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เชื่อว่าแม้เข้า ครม. มีข้อสรุปแล้ว ทุกอย่างก็ยังไม่จบเพราะต้องมีกระบวนการฟ้องร้องตามมา
นายจุติกล่าวว่า วันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ทำหนังสือถึงทีโอทีสั่งการให้รายงานความคืบหน้าใน 4 เรื่อง คือ 1.การปฏิบัติตามความเห็นของคำพิพากษาศาลฎีกา 2.การฟื้นฟูการขาดทุนขององค์กร 3.ความคืบหน้าการประมูล 3G และการจัดการเรื่องโอนทรัพย์สินตามสัมปทาน
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการมาตรา 22 ที่ดูแลสัมปทานเอไอเอส เปิดเผยว่า กรณีแก้สัญญาพรีเพดมีความเห็นว่าควรกลับไปใช้ส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาหลัก คือเพิ่มตามอายุสัมปทาน 25-30% ไม่ใช่คงที่ 20% เพราะกฤษฎีการะบุชัดว่าการแก้ไขสัมปทานครั้งหลัง โดยเฉพาะส่วนแบ่งรายได้พรีเพดไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ซึ่ง ครม. บอกล้างสัญญาเป็นโมฆะได้ ฉะนั้น ครม. ต้องตัดสินใจไม่ใช่คณะกรรมการมาตรา 22
นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์ของ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การแก้ไขสัญญาเป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาภาครัฐและเอกชนที่ต่างฝ่ายต่างเชื่อมั่นว่าได้ดำเนินการทุกอย่างถูกต้อง หากในภายหลังมีความเห็นว่ากระบวนการไม่ถูกต้องมีการยกเลิกถอดถอนได้ก็จะเกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
“ถ้าย้อนหลังกลับไปอะไรจะเกิดขึ้น หายนะทั้งอุตสาหกรรม ถ้าแก้สัญญาไม่ถูก ผิดที่ใคร ภาครัฐหรือเปล่า เราใช้เวลากับเรื่อง กม. กฎระเบียบต่าง ๆ มากเกินไป ทั้งที่อุตสาหกรรมนี้เป็นเรื่องเทคโนโลยี”
รายงานข่าวแจ้งว่า เอไอเอสและดีแทค มีกำหนดแถลงข่าวร่วมกันในวันที่ 8 ธ.ค. 2553 เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยซีอีโอของทั้ง 2 บริษัท นายวิเชียร เมฆตระการ และนาย ทอเร่ จอห์นเซ่น

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ขณะนี้ คณะกรรมการมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วย การให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ (พ.ร.บ.ร่วมทุน) ที่กำกับ ดูแลสัญญาสัมปทานบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ยังไม่เสนอข้อสรุปผลการพิจารณาการแก้ไขสัมปทาน หลังคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอน พ.ร.บ.ร่วมทุน รวมถึงความ เสียหายที่เกิดจากกรณีดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาเคยวินิจฉัยบางประเด็นไว้แล้ว

“ทีโอทียังไม่สรุปความเสียหายมาให้จนไม่อยากกำหนดเดดไลน์ เพราะไม่เคยได้รับความร่วมมือ เมื่อยังไม่สรุปจึงไม่ได้มีกำหนดยื่นเรื่องให้ ครม.พิจารณาและบอกไม่ได้ด้วยว่าปัญหานี้จะจบเมื่อใดแต่ตั้งทีม กม.เฉพาะมาดูแลเองแล้ว กรณีการแก้สัญญาระหว่าง บมจ.กสท โทรคมนาคม กับดีแทค และ ทรูมูฟ ก็ไม่มีความคืบหน้าเช่นกัน”

นายจุติกล่าวว่าหลังจากได้ข้อสรุปจะประมวลความเห็นของกรรมการและไอซีที ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเพื่อเสนอ ครม. พร้อมกันทุกสัมปทานเพื่อให้เอกชนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เชื่อว่าแม้เข้า ครม. มีข้อสรุปแล้ว ทุกอย่างก็ยังไม่จบเพราะต้องมีกระบวนการฟ้องร้องตามมา

นายจุติกล่าวว่า วันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ทำหนังสือถึงทีโอทีสั่งการให้รายงานความคืบหน้าใน 4 เรื่อง คือ 1.การปฏิบัติตามความเห็นของคำพิพากษาศาลฎีกา 2.การฟื้นฟูการขาดทุนขององค์กร 3.ความคืบหน้าการประมูล 3G และการจัดการเรื่องโอนทรัพย์สินตามสัมปทาน

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการมาตรา 22 ที่ดูแลสัมปทานเอไอเอส เปิดเผยว่า กรณีแก้สัญญาพรีเพดมีความเห็นว่าควรกลับไปใช้ส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาหลัก คือเพิ่มตามอายุสัมปทาน 25-30% ไม่ใช่คงที่ 20% เพราะกฤษฎีการะบุชัดว่าการแก้ไขสัมปทานครั้งหลัง โดยเฉพาะส่วนแบ่งรายได้พรีเพดไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ซึ่ง ครม. บอกล้างสัญญาเป็นโมฆะได้ ฉะนั้น ครม. ต้องตัดสินใจไม่ใช่คณะกรรมการมาตรา 22

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์ของ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การแก้ไขสัญญาเป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาภาครัฐและเอกชนที่ต่างฝ่ายต่างเชื่อมั่นว่าได้ดำเนินการทุกอย่างถูกต้อง หากในภายหลังมีความเห็นว่ากระบวนการไม่ถูกต้องมีการยกเลิกถอดถอนได้ก็จะเกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

“ถ้าย้อนหลังกลับไปอะไรจะเกิดขึ้น หายนะทั้งอุตสาหกรรม ถ้าแก้สัญญาไม่ถูก ผิดที่ใคร ภาครัฐหรือเปล่า เราใช้เวลากับเรื่อง กม. กฎระเบียบต่าง ๆ มากเกินไป ทั้งที่อุตสาหกรรมนี้เป็นเรื่องเทคโนโลยี”

รายงานข่าวแจ้งว่า เอไอเอสและดีแทค มีกำหนดแถลงข่าวร่วมกันในวันที่ 8 ธ.ค. 2553 เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยซีอีโอของทั้ง 2 บริษัท นายวิเชียร เมฆตระการ และนาย ทอเร่ จอห์นเซ่น

ที่มา: prachachat

ที่มา http://www.startpage.in.th/view/158198