10 ปี “เทเลนอร์” ในไทย (ดีแทค) 3G ไลเซนส์โอกาสที่หล่นหาย

Home / Mobile & Tablet / 10 ปี “เทเลนอร์” ในไทย (ดีแทค) 3G ไลเซนส์โอกาสที่หล่นหาย
แปลกแต่จริงในห้วงยามหลังการสะดุดหยุดลงของการประมูล ไลเซนส์ 3G โดย กทช. แม้ พ.ร.บ. กสทช.จะผ่าน 2 สภาอย่างรวบรัดฉับไว โดยมีผู้นำรัฐบาลออกโรง แข็งขันว่าจะผลักดันให้มีการประกาศใช้โดยเร็วที่สุด แต่ดูเหมือนว่าไม่ได้ทำให้บรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจสื่อสารคลายความกังวลใจต่อการชะงักงันของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ดีแทค” ในหลายเวที ผู้บริหารจากค่ายมือถือ มือวางอันดับ 2 ของประเทศไทยเชื่อว่าถ้าต้องรอ กสทช.การประมูลไลเซนส์ 3G คงลากยาวไปหลายปี ขณะที่สภาวการณ์ในธุรกิจจะเดินเข้าสู่โหมด “สุญญากาศ” กับกรณีนี้ ล่าสุด “ดีแทค” ยังแสดงความอึดอัดคับข้องใจจากกรณียื่นขอเพิ่มสถานีฐานจาก ไม่เกิน 100 แห่ง เป็น 1,220 แห่ง เพื่อทดลองบริการ HSPA
บนคลื่นความถี่ 850 MHz มาร่วมปีแต่ไม่ คืบหน้า ต่างจากค่ายคู่แข่งในสังกัดเดียวกัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ส่งหนังสือร้องเรียนไปยังประธานบอร์ด บมจ.กสท โทรคมนาคม และนายกรัฐมนตรีด้วย
ช่างเป็นบรรยากาศที่ไม่สอดคล้องกับการฉลองครบรอบทศวรรษของการลงทุนในไทย (ดีแทค) ของ “เทเลนอร์” ที่เวียนมาบรรจบพอดีในปีนี้ ปัจจุบันเทเลนอร์ ดำเนินธุรกิจอยู่ 11 ประเทศทั่วโลก มีฐานลูกค้ามากกว่า 195 ล้านเลขหมายทั่วโลก
และการลงทุนในไทยเริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี 2543 ใน บมจ.ยูไนเต็ด คอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี (ยูคอม) ผู้ถือหุ้นดีแทค ปี 2549 เทเลนอร์ กรุ๊ปย้ายสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียมาที่ กทม. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนและกำหนดนโยบายการลงทุนในเอเชีย
“จอน เฟรดริค บัคซอส” ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เทเลนอร์ กรุ๊ป เดินทางมาประเทศไทยเพื่อฉลองการทำธุรกิจครบ 10 ปี และได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีของไทยเพื่อผลักดันการใช้ 3G และแสดงจุดยืนของดีแทคในธุรกิจสื่อสารไทย โดยระบุว่า “10 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีความก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงมาก ได้เชื่อมโยงคนทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกันกว่า 5 พันล้านคน มีสัดส่วนการใช้งานเครือข่ายไร้สายมากกว่าถึง 5 เท่า แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของการใช้งานเครือข่ายไร้สายอย่างมาก”
ในแง่การใช้งานจากเสียงมายัง SMS และขยับขยายเข้าสู่แอปพลิเคชั่น โดยภาพของอุตสาหกรรมต่อจากนี้คือ จะมีคน 5 พันล้านคนเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ แม้ปัจจุบันจะมีสัดส่วน 15-20% แต่มีการเติบโตทุกวัน โดยแนวโน้มการเติบโตจากนี้ไปจะเป็นการขับเคลื่อนจากตลาดเอเชียเป็นหลัก รวมถึงประเทศไทย
“เทเลนอร์ได้ร่วมมือพัฒนาตลาดไทยมากว่า 10 ปี และจะสนับสนุนดีแทคต่อไป แม้ 2-3 ปีที่ผ่านมาทั่วโลกเจอกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและวิกฤตการเงิน แต่ดีแทคยังสร้างการเติบโตที่ 10% ซึ่ง 3G เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการเติบโต น่าเสียดายในไทยล่าช้า”
ซีอีโอเทเลนอร์ กรุ๊ปย้ำว่า 3G มีความสำคัญกับโอเปอเรเตอร์ทุกราย เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดบริการใหม่เข้าถึงชนบท และช่วยการเติบโตของเศรษฐกิจ และจีดีพีในภาพรวมของทุกประเทศ หากไม่ได้รับการตอบสนอง ประเทศอื่นก็จะมีความก้าวหน้าเร็วกว่าไทย
สำหรับการลงทุนของเทเลนอร์ในไทยในปีหน้า “ซีอีโอเทเลนอร์” คาดว่าจะต่ำกว่าที่ควรเป็น เว้นแต่จะมีการประมูล 3G ซึ่งอยู่ระหว่างรอให้คณะกรรมการ “กสทช.” เข้ามาดำเนินการ และในระหว่างนี้ดีแทคจะโฟกัสไปยังเครือข่ายเอดจ์ และบริการจัดการเครือข่ายที่มีอยู่เพื่อตอบสนองตลาดและฐานลูกค้า 22-23 ล้านคนในปัจจุบัน
“3 จีเป็นโมเมนตัมสำคัญ มีประโยชน์แก่ผู้บริโภคและโอเปอเรเตอร์ ช่วยสร้างให้เกิดการแข่งขันรูปแบบใหม่ ไม่มี 3 จีภาพรวมตลาดปีหน้าจะเหมือนปีนี้ คือไม่มีอะไรใหม่มาก ในแง่ภาพรวมการลงทุนในอินเดียยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเทเลนอร์ ปัจจุบันมีลูกค้ากว่า 30 ล้านคน หรือ 35-40% ของผู้ใช้มือถือจึงยังมีโอกาสอีกมาก เป็นประเทศที่เหมาะแก่การลงทุนระยะยาว”

แปลกแต่จริงในห้วงยามหลังการสะดุดหยุดลงของการประมูล ไลเซนส์ 3G โดย กทช. แม้ พ.ร.บ. กสทช.จะผ่าน 2 สภาอย่างรวบรัดฉับไว โดยมีผู้นำรัฐบาลออกโรง แข็งขันว่าจะผลักดันให้มีการประกาศใช้โดยเร็วที่สุด แต่ดูเหมือนว่าไม่ได้ทำให้บรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจสื่อสารคลายความกังวลใจต่อการชะงักงันของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ดีแทค” ในหลายเวที ผู้บริหารจากค่ายมือถือ มือวางอันดับ 2 ของประเทศไทยเชื่อว่าถ้าต้องรอ กสทช.การประมูลไลเซนส์ 3G คงลากยาวไปหลายปี ขณะที่สภาวการณ์ในธุรกิจจะเดินเข้าสู่โหมด “สุญญากาศ” กับกรณีนี้ ล่าสุด “ดีแทค” ยังแสดงความอึดอัดคับข้องใจจากกรณียื่นขอเพิ่มสถานีฐานจาก ไม่เกิน 100 แห่ง เป็น 1,220 แห่ง เพื่อทดลองบริการ HSPA

บนคลื่นความถี่ 850 MHz มาร่วมปีแต่ไม่ คืบหน้า ต่างจากค่ายคู่แข่งในสังกัดเดียวกัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ส่งหนังสือร้องเรียนไปยังประธานบอร์ด บมจ.กสท โทรคมนาคม และนายกรัฐมนตรีด้วย

ช่างเป็นบรรยากาศที่ไม่สอดคล้องกับการฉลองครบรอบทศวรรษของการลงทุนในไทย (ดีแทค) ของ “เทเลนอร์” ที่เวียนมาบรรจบพอดีในปีนี้ ปัจจุบันเทเลนอร์ ดำเนินธุรกิจอยู่ 11 ประเทศทั่วโลก มีฐานลูกค้ามากกว่า 195 ล้านเลขหมายทั่วโลก

และการลงทุนในไทยเริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี 2543 ใน บมจ.ยูไนเต็ด คอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี (ยูคอม) ผู้ถือหุ้นดีแทค ปี 2549 เทเลนอร์ กรุ๊ปย้ายสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียมาที่ กทม. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนและกำหนดนโยบายการลงทุนในเอเชีย

“จอน เฟรดริค บัคซอส” ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เทเลนอร์ กรุ๊ป เดินทางมาประเทศไทยเพื่อฉลองการทำธุรกิจครบ 10 ปี และได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีของไทยเพื่อผลักดันการใช้ 3G และแสดงจุดยืนของดีแทคในธุรกิจสื่อสารไทย โดยระบุว่า “10 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีความก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงมาก ได้เชื่อมโยงคนทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกันกว่า 5 พันล้านคน มีสัดส่วนการใช้งานเครือข่ายไร้สายมากกว่าถึง 5 เท่า แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของการใช้งานเครือข่ายไร้สายอย่างมาก”

ในแง่การใช้งานจากเสียงมายัง SMS และขยับขยายเข้าสู่แอปพลิเคชั่น โดยภาพของอุตสาหกรรมต่อจากนี้คือ จะมีคน 5 พันล้านคนเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ แม้ปัจจุบันจะมีสัดส่วน 15-20% แต่มีการเติบโตทุกวัน โดยแนวโน้มการเติบโตจากนี้ไปจะเป็นการขับเคลื่อนจากตลาดเอเชียเป็นหลัก รวมถึงประเทศไทย

“เทเลนอร์ได้ร่วมมือพัฒนาตลาดไทยมากว่า 10 ปี และจะสนับสนุนดีแทคต่อไป แม้ 2-3 ปีที่ผ่านมาทั่วโลกเจอกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและวิกฤตการเงิน แต่ดีแทคยังสร้างการเติบโตที่ 10% ซึ่ง 3G เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการเติบโต น่าเสียดายในไทยล่าช้า”

ซีอีโอเทเลนอร์ กรุ๊ปย้ำว่า 3G มีความสำคัญกับโอเปอเรเตอร์ทุกราย เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดบริการใหม่เข้าถึงชนบท และช่วยการเติบโตของเศรษฐกิจ และจีดีพีในภาพรวมของทุกประเทศ หากไม่ได้รับการตอบสนอง ประเทศอื่นก็จะมีความก้าวหน้าเร็วกว่าไทย

สำหรับการลงทุนของเทเลนอร์ในไทยในปีหน้า “ซีอีโอเทเลนอร์” คาดว่าจะต่ำกว่าที่ควรเป็น เว้นแต่จะมีการประมูล 3G ซึ่งอยู่ระหว่างรอให้คณะกรรมการ “กสทช.” เข้ามาดำเนินการ และในระหว่างนี้ดีแทคจะโฟกัสไปยังเครือข่ายเอดจ์ และบริการจัดการเครือข่ายที่มีอยู่เพื่อตอบสนองตลาดและฐานลูกค้า 22-23 ล้านคนในปัจจุบัน

“3 จีเป็นโมเมนตัมสำคัญ มีประโยชน์แก่ผู้บริโภคและโอเปอเรเตอร์ ช่วยสร้างให้เกิดการแข่งขันรูปแบบใหม่ ไม่มี 3 จีภาพรวมตลาดปีหน้าจะเหมือนปีนี้ คือไม่มีอะไรใหม่มาก ในแง่ภาพรวมการลงทุนในอินเดียยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเทเลนอร์ ปัจจุบันมีลูกค้ากว่า 30 ล้านคน หรือ 35-40% ของผู้ใช้มือถือจึงยังมีโอกาสอีกมาก เป็นประเทศที่เหมาะแก่การลงทุนระยะยาว”

ที่มา: prachachat

ที่มา http://www.startpage.in.th/view/154360