ขาใหญ่แบ่งเค้กไม่ลงตัวยื้อ 3G ทีโอที

Home / Mobile & Tablet / ขาใหญ่แบ่งเค้กไม่ลงตัวยื้อ 3G ทีโอที
“3G ทีโอที” สุดอลหม่าน ลุ้นเปิดประมูลวางโครงข่าย 1.9 หมื่นล้าน มีสิทธิ์ไม่ทันเส้นตายสิ้นเดือน พ.ย.นี้ “วงใน” เผยขาใหญ่แบ่งเค้กไม่ลงตัว ยื้อ “ทีโออาร์” จบไม่ลง จับตายักษ์ผู้ผลิตอุปกรณ์ “หัวเว่ย- โนเกีย-อีริคสัน-อัลคาเทล-แซดทีอี” จับขั้วแบ่งข้างลงสนามชิงดำเจรจา “โรมมิ่ง-MVNO” กับ “เอไอเอส” ยังไม่ได้ข้อยุติ แต่ทีโอทีเปิดทาง “ทรูมูฟ” ร่วมด้วย
แม้ว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะอนุมัติโครงการลงทุนขยายเครือข่ายการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ทั่วประเทศ มูลค่า 1.9 หมื่นล้านบาท ของ บมจ.ทีโอทีมาแล้วเรียบร้อย และก่อนหน้านี้นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะระบุชัดเจนว่า ทีโอทีจะเปิดขายซองประมูลภายในวันที่ 28 พ.ย.นี้ แต่ในขณะนี้มีความเป็นไปได้มากว่าจะไม่สามารถดำเนินการได้ตามกำหนด
โดยนายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตนมั่นใจร่างทีโออาร์โครงการ 3G จะไม่มีปัญหา แม้ขณะนี้ (25 พ.ย. 2553) สำนักงานอัยการสูงสุดจะยังไม่ให้ คำตอบใด ๆ เกี่ยวกับร่างทีโออาร์ดังกล่าว เพราะก่อนหน้านี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากอัยการมาแล้ว และโดยปกติอัยการสูงสุดต้องดูร่างสัญญาที่รัฐวิสาหกิจลงนามร่วมกับเอกชน ไม่ต้องดูทีโออาร์ก็ได้เพียงแต่ต้องให้คำตอบมาว่าจะดูให้หรือไม่
“เราต้องรอคำตอบของอัยการสูงสุดว่าจะดูให้หรือไม่ ถ้ายังไม่แจ้งมาก็ต้องรอไปก่อน หากตอบมาว่า ไม่ดูร่างนี้ให้ หรือพิจารณาแล้วว่าเหมาะสม บริษัทจะประกาศร่างทีโออาร์แก่สาธารณะได้ทันที หรือถ้ามีการแก้ไขสาระก็ต้องเสนอให้บอร์ดพิจารณาในวันที่ 30 พ.ย. พร้อมกับพิจารณาแหล่งเงินกู้ ดังนั้น ณ เวลานี้ตนจึงยังเชื่อมั่นว่าวันเวลาประกาศทีโออาร์หรือจัดประมูลยังอยู่ในกรอบเดิมที่รัฐบาลกำชับไว้ คือได้ผู้ชนะไม่เกินกลางเดือน ม.ค.ปีหน้า” นายวรุธกล่าว
ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงจาก บมจ. ทีโอทีกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การที่สำนักงานอัยการสูงสุดยังไม่ส่งทีโออาร์กลับมายังทีโอทีมีความเป็นไปได้สูงมากว่า จะไม่สามารถประกาศร่าง ทีโออาร์แก่สาธารณะได้ในวันที่ 29 พ.ย. 2553 จะส่งผลให้การเปิดประมูลหาผู้ชนะเพื่อติดตั้งโครงข่ายทั่วประเทศต้องเลื่อนออกไปจากกำหนดเดิม
“ขณะนี้มีการพูดกันมากในวงการโทรคมนาคมว่า มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประมูลบางรายพยายามกดดันให้มีการแก้ไขร่างทีโออาร์ อีกฟากการเมืองต้องการให้ปรับลดวงเงินลงมาอีก เพราะมองว่าโครงการนี้ใช้เงินมากเกินไป ทีโอทีเองก็กำลังลุ้นให้ทุกอย่างจบเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบการเปิดประมูลโครงการนี้ เนื่องจากรัฐบาลกำชับมาว่า ต้องเปิดบริการให้เร็วที่สุด”
แหล่งข่าวคนเดิมระบุว่า การจับกลุ่มแบ่งข้างกันในกลุ่มของผู้สนใจเข้าประมูลโครงการเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดความล่าช้า เพราะแต่ละกลุ่มยังไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะร่วมมือกับใครในการเข้าประมูลโครงการนี้ ระหว่างกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์ ได้แก่ โนเกีย-ซีเมนส์, อีริคสัน, หัวเว่ย, แซดทีอี และอัลคาเทลกับกลุ่มสามารถ, ล็อกซเล่ย์และไออีซี เป็นต้น
สำหรับโครงการขยายโครงข่าย 3G ทั่วประเทศเดิมกำหนดวันประกาศหลักเกณฑ์เงื่อนไขการประมูลและทีโออาร์ใน วันที่ 29 พ.ย. และจะเริ่มเปิดขายแบบการประมูลภายในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ธ.ค.หลังลงนามในสัญญาไม่เกิน 180 วัน หรือไตรมาส 2 ปีหน้าจะทยอยเปิดให้บริการในเฟส 1 และเฟส 2 คือ กรุงเทพฯ ปริมณฑล และ 13 จังหวัดเศรษฐกิจ ได้แก่ ชลบุรี ระยอง สงขลา สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พิษณุโลก อุดรธานี นครราชสีมา ขอนแก่น และหนองคาย เฟสที่เหลือกระจายในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศต้องติดตั้งให้เสร็จภายใน 365 วัน หลังเซ็นสัญญาจ้าง และแผนขยายให้ครอบคลุม 80% ของประชากรภายใน 4 ปี
การประกวดราคาใช้วิธีการอิเล็ก ทรอนิกส์ (อีออกชั่น) เลือกผู้ชนะประมูลเพียงรายเดียวติดตั้งโครงข่ายทั่วประเทศ ไม่แบ่งโซนพื้นที่เพื่อป้องกันปัญหาการเชื่อมต่อโครงข่ายด้านการลงทุนโครงข่ายในโครงการนี้จะมีสถานีฐานทั้งหมด 5,320 สถานี ซึ่งจะใช้โครงข่ายร่วมกันเพื่อให้ขยายโครงข่ายได้เร็วขึ้น โดยจะเช่าจากสถานีฐานของ ผู้ประกอบการรายอื่นประมาณ 3,040 แห่ง (57%) ใช้สถานีฐานเดิมที่ทีโอทีมีอยู่ใน โครงข่ายพื้นฐานอื่น 1,562 แห่ง (29%) และติดตั้งใหม่ 718 แห่ง (14%)
ขณะที่งบประมาณโครงการทั้งหมดใช้วงเงิน 19,980 ล้านบาท ซึ่งจะใช้เงินลงทุนของบริษัทเอง 4,000 กว่าล้านบาท อีก 15,000 ล้านบาท มาจากแหล่งเงินกู้ โดยการใช้งบฯจะแบ่งเป็นการประกวดราคา จัดซื้อจัดจ้างติดตั้งโครงข่าย 17,440 ล้านบาท ลงทุนอุปกรณ์ขยายขีดความสามารถโครงข่าย 540 ล้านบาท ปรับปรุงโครงข่ายเดิมของกิจการร่วมค้าเอซีทีโมบาย (ไทยโมบายเดิม) ให้เป็นระบบ 3G 2,000 ล้านบาท
สำหรับความคืบหน้าของแหล่งเงินกู้ ขณะนี้มีธนาคารในประเทศ 4 แห่งให้ความสนใจ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย และซิตี้แบงก์ ซึ่งคาดว่าภายใน ธ.ค.นี้จะได้ตัวแทนหลักในการปล่อยกู้ และจะลงนามในสัญญาเงินกู้ได้ในเดือน ก.พ. 2554
แผนการตลาดในอนาคตจะต่อสัญญากับผู้เช่าใช้โครงข่าย (เอ็มวีเอ็นโอ) รายเก่าทั้ง 5 ราย ได้แก่ บมจ.สามารถ-ไอโมบาย บมจ.ล็อกซเล่ย์ บริษัท 365 คอมมูนิเคชั่น บริษัทเอ็มคอนซัลท์ เอเชีย และบริษัทไออีซี เทคโนโลยี และกำลังเจรจากับผู้สนใจ รายอื่น อาทิ บริษัท สวัสดีช็อป จำกัด บริษัทลูกของเอไอเอส และทรูมูฟ ซึ่งคาดว่าจะเจรจาให้เสร็จภายในเดือนนี้
ส่วนฐานลูกค้าบริการทีโอที 3G ปัจจุบันมีราว 140,000 ราย และตั้งเป้าจะให้เพิ่มเป็น 7.4 ล้านเลขหมาย ในปี 2558 เพื่อให้มีอัตราผลตอบแทนโครงการ (ไออาร์อาร์) อยู่ที่ 11.41% และมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 7 ปี
นอกจากการเดินหน้าเปิดประมูลโครงการ 3G แล้ว ทีโอทีต้องเร่งหาข้อยุติเรื่องการทำตลาดของบรรดาผู้เช่าใช้โครงข่าย (MVNO) ทั้งรายเก่าและรายใหม่ให้ได้เร็วที่สุดก่อน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) จะมีผลบังคับใช้ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าบทบัญญัติในมาตรา 46 ระบุว่า ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ได้รับใบอนุญาต จะโอนแก่กันมิได้นั้นจะส่งผลกระทบต่อการให้บริการแบบเอ็มวีเอ็นโอด้วยหรือไม่
โดยนายวรุธเปิดเผยว่า วันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมาได้มีการเจรจากับ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ที่เสนอตัวขอร่วมเป็นพันธมิตรทั้งในรูปแบบ MVNO และขอโรมมิ่งโครงข่าย 3G ซึ่งในการหารือกันครั้งนี้ได้กำหนดให้คณะทำงานของทั้ง 2 ฝ่ายสรุปตัวเลขที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมานำเสนอเพื่อพิจารณาร่วมกันในสัปดาห์ถัดไป
“ทีโอทีเจรจากับเอไอเอสใน 3 ประเด็น คือ การขอใช้สถานีฐานร่วม, การโรมมิ่งเครือข่าย และ MVNO เรามองว่าค่าโรมมิ่งที่เอไอเอสต้องจ่ายให้ควรสูงกว่าการเข้ามาเป็น MVNO และต้องมีการสำรวจกันจริง ๆ ว่าจำนวนสถานีฐานของเอไอเอสที่ทีโอทีนำมาใช้เป็นโครงข่ายร่วมของ 3G มีที่ใช้ได้จริงกี่จุดกันแน่ เราไม่ต้องการตัวเลขทางทฤษฎี เพราะตามแผนต้องมีการใช้งานร่วมกันกว่า 2,000 สถานีฐาน เรายังนัดเจรจากับทรูมูฟในเรื่องเดียวกันเร็ว ๆ นี้ด้วย”

“3G ทีโอที” สุดอลหม่าน ลุ้นเปิดประมูลวางโครงข่าย 1.9 หมื่นล้าน มีสิทธิ์ไม่ทันเส้นตายสิ้นเดือน พ.ย.นี้ “วงใน” เผยขาใหญ่แบ่งเค้กไม่ลงตัว ยื้อ “ทีโออาร์” จบไม่ลง จับตายักษ์ผู้ผลิตอุปกรณ์ “หัวเว่ย- โนเกีย-อีริคสัน-อัลคาเทล-แซดทีอี” จับขั้วแบ่งข้างลงสนามชิงดำเจรจา “โรมมิ่ง-MVNO” กับ “เอไอเอส” ยังไม่ได้ข้อยุติ แต่ทีโอทีเปิดทาง “ทรูมูฟ” ร่วมด้วย

แม้ว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะอนุมัติโครงการลงทุนขยายเครือข่ายการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ทั่วประเทศ มูลค่า 1.9 หมื่นล้านบาท ของ บมจ.ทีโอทีมาแล้วเรียบร้อย และก่อนหน้านี้นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะระบุชัดเจนว่า ทีโอทีจะเปิดขายซองประมูลภายในวันที่ 28 พ.ย.นี้ แต่ในขณะนี้มีความเป็นไปได้มากว่าจะไม่สามารถดำเนินการได้ตามกำหนด

โดยนายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตนมั่นใจร่างทีโออาร์โครงการ 3G จะไม่มีปัญหา แม้ขณะนี้ (25 พ.ย. 2553) สำนักงานอัยการสูงสุดจะยังไม่ให้ คำตอบใด ๆ เกี่ยวกับร่างทีโออาร์ดังกล่าว เพราะก่อนหน้านี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากอัยการมาแล้ว และโดยปกติอัยการสูงสุดต้องดูร่างสัญญาที่รัฐวิสาหกิจลงนามร่วมกับเอกชน ไม่ต้องดูทีโออาร์ก็ได้เพียงแต่ต้องให้คำตอบมาว่าจะดูให้หรือไม่

“เราต้องรอคำตอบของอัยการสูงสุดว่าจะดูให้หรือไม่ ถ้ายังไม่แจ้งมาก็ต้องรอไปก่อน หากตอบมาว่า ไม่ดูร่างนี้ให้ หรือพิจารณาแล้วว่าเหมาะสม บริษัทจะประกาศร่างทีโออาร์แก่สาธารณะได้ทันที หรือถ้ามีการแก้ไขสาระก็ต้องเสนอให้บอร์ดพิจารณาในวันที่ 30 พ.ย. พร้อมกับพิจารณาแหล่งเงินกู้ ดังนั้น ณ เวลานี้ตนจึงยังเชื่อมั่นว่าวันเวลาประกาศทีโออาร์หรือจัดประมูลยังอยู่ในกรอบเดิมที่รัฐบาลกำชับไว้ คือได้ผู้ชนะไม่เกินกลางเดือน ม.ค.ปีหน้า” นายวรุธกล่าว

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงจาก บมจ. ทีโอทีกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การที่สำนักงานอัยการสูงสุดยังไม่ส่งทีโออาร์กลับมายังทีโอทีมีความเป็นไปได้สูงมากว่า จะไม่สามารถประกาศร่าง ทีโออาร์แก่สาธารณะได้ในวันที่ 29 พ.ย. 2553 จะส่งผลให้การเปิดประมูลหาผู้ชนะเพื่อติดตั้งโครงข่ายทั่วประเทศต้องเลื่อนออกไปจากกำหนดเดิม

“ขณะนี้มีการพูดกันมากในวงการโทรคมนาคมว่า มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประมูลบางรายพยายามกดดันให้มีการแก้ไขร่างทีโออาร์ อีกฟากการเมืองต้องการให้ปรับลดวงเงินลงมาอีก เพราะมองว่าโครงการนี้ใช้เงินมากเกินไป ทีโอทีเองก็กำลังลุ้นให้ทุกอย่างจบเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบการเปิดประมูลโครงการนี้ เนื่องจากรัฐบาลกำชับมาว่า ต้องเปิดบริการให้เร็วที่สุด”

แหล่งข่าวคนเดิมระบุว่า การจับกลุ่มแบ่งข้างกันในกลุ่มของผู้สนใจเข้าประมูลโครงการเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดความล่าช้า เพราะแต่ละกลุ่มยังไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะร่วมมือกับใครในการเข้าประมูลโครงการนี้ ระหว่างกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์ ได้แก่ โนเกีย-ซีเมนส์, อีริคสัน, หัวเว่ย, แซดทีอี และอัลคาเทลกับกลุ่มสามารถ, ล็อกซเล่ย์และไออีซี เป็นต้น

สำหรับโครงการขยายโครงข่าย 3G ทั่วประเทศเดิมกำหนดวันประกาศหลักเกณฑ์เงื่อนไขการประมูลและทีโออาร์ใน วันที่ 29 พ.ย. และจะเริ่มเปิดขายแบบการประมูลภายในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ธ.ค.หลังลงนามในสัญญาไม่เกิน 180 วัน หรือไตรมาส 2 ปีหน้าจะทยอยเปิดให้บริการในเฟส 1 และเฟส 2 คือ กรุงเทพฯ ปริมณฑล และ 13 จังหวัดเศรษฐกิจ ได้แก่ ชลบุรี ระยอง สงขลา สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พิษณุโลก อุดรธานี นครราชสีมา ขอนแก่น และหนองคาย เฟสที่เหลือกระจายในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศต้องติดตั้งให้เสร็จภายใน 365 วัน หลังเซ็นสัญญาจ้าง และแผนขยายให้ครอบคลุม 80% ของประชากรภายใน 4 ปี

การประกวดราคาใช้วิธีการอิเล็ก ทรอนิกส์ (อีออกชั่น) เลือกผู้ชนะประมูลเพียงรายเดียวติดตั้งโครงข่ายทั่วประเทศ ไม่แบ่งโซนพื้นที่เพื่อป้องกันปัญหาการเชื่อมต่อโครงข่ายด้านการลงทุนโครงข่ายในโครงการนี้จะมีสถานีฐานทั้งหมด 5,320 สถานี ซึ่งจะใช้โครงข่ายร่วมกันเพื่อให้ขยายโครงข่ายได้เร็วขึ้น โดยจะเช่าจากสถานีฐานของ ผู้ประกอบการรายอื่นประมาณ 3,040 แห่ง (57%) ใช้สถานีฐานเดิมที่ทีโอทีมีอยู่ใน โครงข่ายพื้นฐานอื่น 1,562 แห่ง (29%) และติดตั้งใหม่ 718 แห่ง (14%)

ขณะที่งบประมาณโครงการทั้งหมดใช้วงเงิน 19,980 ล้านบาท ซึ่งจะใช้เงินลงทุนของบริษัทเอง 4,000 กว่าล้านบาท อีก 15,000 ล้านบาท มาจากแหล่งเงินกู้ โดยการใช้งบฯจะแบ่งเป็นการประกวดราคา จัดซื้อจัดจ้างติดตั้งโครงข่าย 17,440 ล้านบาท ลงทุนอุปกรณ์ขยายขีดความสามารถโครงข่าย 540 ล้านบาท ปรับปรุงโครงข่ายเดิมของกิจการร่วมค้าเอซีทีโมบาย (ไทยโมบายเดิม) ให้เป็นระบบ 3G 2,000 ล้านบาท

สำหรับความคืบหน้าของแหล่งเงินกู้ ขณะนี้มีธนาคารในประเทศ 4 แห่งให้ความสนใจ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย และซิตี้แบงก์ ซึ่งคาดว่าภายใน ธ.ค.นี้จะได้ตัวแทนหลักในการปล่อยกู้ และจะลงนามในสัญญาเงินกู้ได้ในเดือน ก.พ. 2554

แผนการตลาดในอนาคตจะต่อสัญญากับผู้เช่าใช้โครงข่าย (เอ็มวีเอ็นโอ) รายเก่าทั้ง 5 ราย ได้แก่ บมจ.สามารถ-ไอโมบาย บมจ.ล็อกซเล่ย์ บริษัท 365 คอมมูนิเคชั่น บริษัทเอ็มคอนซัลท์ เอเชีย และบริษัทไออีซี เทคโนโลยี และกำลังเจรจากับผู้สนใจ รายอื่น อาทิ บริษัท สวัสดีช็อป จำกัด บริษัทลูกของเอไอเอส และทรูมูฟ ซึ่งคาดว่าจะเจรจาให้เสร็จภายในเดือนนี้

ส่วนฐานลูกค้าบริการทีโอที 3G ปัจจุบันมีราว 140,000 ราย และตั้งเป้าจะให้เพิ่มเป็น 7.4 ล้านเลขหมาย ในปี 2558 เพื่อให้มีอัตราผลตอบแทนโครงการ (ไออาร์อาร์) อยู่ที่ 11.41% และมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 7 ปี

นอกจากการเดินหน้าเปิดประมูลโครงการ 3G แล้ว ทีโอทีต้องเร่งหาข้อยุติเรื่องการทำตลาดของบรรดาผู้เช่าใช้โครงข่าย (MVNO) ทั้งรายเก่าและรายใหม่ให้ได้เร็วที่สุดก่อน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) จะมีผลบังคับใช้ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าบทบัญญัติในมาตรา 46 ระบุว่า ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ได้รับใบอนุญาต จะโอนแก่กันมิได้นั้นจะส่งผลกระทบต่อการให้บริการแบบเอ็มวีเอ็นโอด้วยหรือไม่

โดยนายวรุธเปิดเผยว่า วันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมาได้มีการเจรจากับ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ที่เสนอตัวขอร่วมเป็นพันธมิตรทั้งในรูปแบบ MVNO และขอโรมมิ่งโครงข่าย 3G ซึ่งในการหารือกันครั้งนี้ได้กำหนดให้คณะทำงานของทั้ง 2 ฝ่ายสรุปตัวเลขที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมานำเสนอเพื่อพิจารณาร่วมกันในสัปดาห์ถัดไป

“ทีโอทีเจรจากับเอไอเอสใน 3 ประเด็น คือ การขอใช้สถานีฐานร่วม, การโรมมิ่งเครือข่าย และ MVNO เรามองว่าค่าโรมมิ่งที่เอไอเอสต้องจ่ายให้ควรสูงกว่าการเข้ามาเป็น MVNO และต้องมีการสำรวจกันจริง ๆ ว่าจำนวนสถานีฐานของเอไอเอสที่ทีโอทีนำมาใช้เป็นโครงข่ายร่วมของ 3G มีที่ใช้ได้จริงกี่จุดกันแน่ เราไม่ต้องการตัวเลขทางทฤษฎี เพราะตามแผนต้องมีการใช้งานร่วมกันกว่า 2,000 สถานีฐาน เรายังนัดเจรจากับทรูมูฟในเรื่องเดียวกันเร็ว ๆ นี้ด้วย”

ที่มา: prachachat

ที่มา http://www.startpage.in.th/view/154361