ไอซีทีการันตี”3Gทีโอที”ขายซองประมูล28พ.ย.

Home / Mobile & Tablet / ไอซีทีการันตี”3Gทีโอที”ขายซองประมูล28พ.ย.
“จุติ” ฟันธง 28 พ.ย.นี้ “ทีโอที” ได้ฤกษ์ขายซองประมูลโครงการ 3จี ระบุถ้าภายในสิ้นปียังไม่เดินหน้า แสดงว่ามีกลุ่มทุนซื้อเวลา หวังเขี่ยรัฐมนตรีพ้นเก้าอี้-แก้ทีโออาร์ เผยผลงาน 5 เดือน ภูมิใจสุดคือนโยบาย บรอดแบนด์แห่งชาติ ปัญหาสมาร์ทการ์ดรอ “ครม.” เคาะโต๊ะหาทางออก
นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา นายอารีย์พงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง และประธานบอร์ดบมจ.ทีโอที ได้รายงานความคืบหน้าโครงการขยายโครงข่ายบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี ของทีโอที ว่าจะประกาศขายซองให้ผู้สนใจเข้าร่วมประมูลโครงการได้ในวันที่ 28 พ.ย. 2553 และจะได้ผู้ชนะประมูลภายในสิ้นปี ตามกำหนดการเดิม
“แม้จะมีข่าวว่าทีโออาร์ยังไม่เสร็จ แต่ประธานบอร์ดยืนยันว่าขายซองได้ตามกำหนดและเปิดให้บริการทันสัปดาห์แรกของเดือน เม.ย.ปีหน้าแน่นอน แต่ถ้าปรากฏว่าทีโออาร์ไม่เสร็จและเปิดประมูลไม่ได้ในสิ้นปีนี้ แสดงว่ามีการซื้อเวลาเพื่อรอให้มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีไอซีที จะได้เปลี่ยนเงื่อนไขในทีโออาร์ได้”
โดยเงื่อนไขในทีโออาร์ล่าสุด เท่าที่ทราบมาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปคือไม่ได้ระบุระยะเวลาการจดทะเบียนตั้งบริษัทในประเทศของผู้เข้าร่วมประมูล จากเดิมกำหนดว่าต้องตั้งบริษัทมาไม่น้อยกว่า 1 ปี แต่ทีโออาร์ใหม่ระบุแค่ให้เป็นบริษัทไทย และลดมูลค่าโครงการผลงานอ้างอิง จากเดิมต้องเคยที่ติดตั้งโครงการในไทย มูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท เหลือเพียง 500 ล้านบาท ไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการในไทย แต่ต้องมีหนังสือรับรองจากสถานทูตถือเป็นการลดสเป็กให้เปิดกว้าง
ขณะที่ความคืบหน้าการเข้าซื้อกิจการบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวเลส มัลติมีเดีย จำกัด ตัวแทนการตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบซีดีเอ็มเอภายใต้แบรนด์ฮัทช์นั้น ตนได้รับรายงานจากซีอีโอ บมจ.กสท โทรคมนาคมว่าได้ส่งหนังสือถึงฮัทช์ เพื่อแจ้งราคาที่ต้องการซื้อกิจการแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ ซึ่งตนได้ยืนยันไปว่าต้องซื้อในราคาที่คุ้มค่า หากซื้อแพงกว่าราคาที่เสนอไปจะไม่อนุมัติให้ซื้อ และขณะนี้ได้ระงับโครงการขยายโครงข่ายซีดีเอ็มเอ มูลค่า 3,800 ล้านบาทไว้ก่อนด้วย
“แม้ กสทฯเสียโอกาสทางธุรกิจ แต่เป็นการบริหารความเสี่ยง การให้นโยบายไม่ซื้อในราคาแพง แม้มีความเสี่ยงที่จะซื้อไม่ได้ แต่ดีกว่าให้ต้องลงทุนซีดีเอ็มเอไปก่อนแล้วมามัดมือชกให้ต้องซื้อฮัทช์แน่ ๆ เพราะลงทุนเพิ่มไปแล้ว ส่วนที่มีข่าวว่า ทรูเจรจาเพื่อซื้อฮัทช์แทน ตนขอไม่ให้ ความเห็น เพราะไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่ถ้านิติบุคคลเอกชนจะตกลงซื้อขายกิจการกัน คงไปห้ามอะไรไม่ได้”
นายจุติพูดถึงผลงานในรอบ 5 เดือน ในฐานะรัฐมนตรีว่า ภาคภูมิใจที่สุดคือนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแล้ว จากนี้ คณะอนุกรรม การนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติจะทำแผนปฏิบัติงานเสนอคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อของบประมาณประจำปี 2554-2555 ต่อไป
โดยแผนปฏิบัติงานนี้ ทุกกระทรวงต้องไปทำแผนมาเสนอ รวมถึงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครือข่ายสารสนเทศภาครัฐ (Government Information Network : GIN) ต้องส่งกรอบความต้องการในการใช้งานโครงข่ายของแต่ละหน่วยงานมาด้วย โดยเน้นที่คุณภาพของเครือข่ายและความเร็วเป็นหลัก
“ภูมิใจแผนนี้ เพราะได้รับผลตอบรับที่ดี นายกฯผลักดันให้เป็นนโยบายอันดับต้น ๆ เร็ว ๆ นี้จะมีการลงนามในเอ็มโอยูให้ทีโอที, กสทฯ, การไฟฟ้า และกระทรวงศึกษาฯใช้โครงข่ายร่วมกัน ไม่เกินสิ้นปีนี้จะกับผู้ให้บริการมือถือลดการลงทุนซ้ำซ้อน ประชาชนจะได้อัตราค่าบริการที่ถูกลง”
เช่นเดียวกับการลงทุนโครงข่ายเอ็นจีเอ็นของ บมจ.ทีโอที และเคเบิลใยแก้วนำแสง (เอฟทีทีเอ็กซ์) ของ บมจ.กสท โทรคมนาคม ได้สั่งการให้ทั้ง 2 บริษัทปรับแผนใหม่ ไม่ให้ลงทุนซ้ำซ้อน โดยย้ำว่า หากลงทุนซ้ำซ้อน จะไม่ส่งเรื่องให้ ครม.อนุมัติ
ขณะที่แผนการยกเลิกสัมปทานบริการโทรศัพท์มือถือเปลี่ยนใบอนุญาตนั้นเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ ต้องรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตอบข้อหารือกระทรวงการคลังเป็นทางการก่อน
“ไอซีทีต้องการให้ยกเลิกสัมปทาน เพื่อให้แชร์อุปกรณ์และโครงข่ายร่วมกันได้สะดวก ไม่ต้องสร้างโครงข่ายใหม่หมดหลังเปิด 3จี แต่ไม่ว่าการยกเลิกสัมปทาน จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ภาพรวมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ก็จะเดินหน้าต่อ”
สำหรับปัญหาบัตรประจำตัวประชาชนอเนกประสงค์ (สมาร์ทการ์ด) กรณี กระทรวงมหาดไทยไม่รับมอบ โดยอ้างว่าผิดสเป็กจนเกิดปัญหาขาดแคลนบัตรนั้น นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ รองปลัดกระทรวงไอซีที ได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอ ครม.ไปแล้วอยู่ระหว่างรอให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาบรรจุเป็นวาระ ครม. ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเป็นเมื่อใด
ส่วนความคืบหน้าในการแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคม ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายกำลังสรุปความเห็น ที่ล่าช้า เพราะมีความซับซ้อนมาก จึงต้องระมัดระวัง
“ตอนนี้เราต้องดูว่าจะทำอย่างไรกับ ดาวเทียมนอกสัญญาสัมปทานไอพีสตาร์ ต้องให้ไทยคมยิงดวงใหม่ หรือไอซีทียิงเอง อะไรที่จำเป็นต้องเจรจา ก็จะทำ ยังเปิดเผยอะไรไม่ได้ แต่จะเร่งให้เสร็จในระหว่างที่อยู่ในตำแหน่ง เพราะก็อยากมีผลงาน แต่อุปสรรคสำคัญในการทำงานในกระทรวง คือระบบราชการ เป็นปัญหาทั่วโลก คือ โลกพัฒนาไปได้เร็วกว่าระบบ”

“จุติ” ฟันธง 28 พ.ย.นี้ “ทีโอที” ได้ฤกษ์ขายซองประมูลโครงการ 3จี ระบุถ้าภายในสิ้นปียังไม่เดินหน้า แสดงว่ามีกลุ่มทุนซื้อเวลา หวังเขี่ยรัฐมนตรีพ้นเก้าอี้-แก้ทีโออาร์ เผยผลงาน 5 เดือน ภูมิใจสุดคือนโยบาย บรอดแบนด์แห่งชาติ ปัญหาสมาร์ทการ์ดรอ “ครม.” เคาะโต๊ะหาทางออก

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา นายอารีย์พงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง และประธานบอร์ดบมจ.ทีโอที ได้รายงานความคืบหน้าโครงการขยายโครงข่ายบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี ของทีโอที ว่าจะประกาศขายซองให้ผู้สนใจเข้าร่วมประมูลโครงการได้ในวันที่ 28 พ.ย. 2553 และจะได้ผู้ชนะประมูลภายในสิ้นปี ตามกำหนดการเดิม

“แม้จะมีข่าวว่าทีโออาร์ยังไม่เสร็จ แต่ประธานบอร์ดยืนยันว่าขายซองได้ตามกำหนดและเปิดให้บริการทันสัปดาห์แรกของเดือน เม.ย.ปีหน้าแน่นอน แต่ถ้าปรากฏว่าทีโออาร์ไม่เสร็จและเปิดประมูลไม่ได้ในสิ้นปีนี้ แสดงว่ามีการซื้อเวลาเพื่อรอให้มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีไอซีที จะได้เปลี่ยนเงื่อนไขในทีโออาร์ได้”

โดยเงื่อนไขในทีโออาร์ล่าสุด เท่าที่ทราบมาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปคือไม่ได้ระบุระยะเวลาการจดทะเบียนตั้งบริษัทในประเทศของผู้เข้าร่วมประมูล จากเดิมกำหนดว่าต้องตั้งบริษัทมาไม่น้อยกว่า 1 ปี แต่ทีโออาร์ใหม่ระบุแค่ให้เป็นบริษัทไทย และลดมูลค่าโครงการผลงานอ้างอิง จากเดิมต้องเคยที่ติดตั้งโครงการในไทย มูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท เหลือเพียง 500 ล้านบาท ไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการในไทย แต่ต้องมีหนังสือรับรองจากสถานทูตถือเป็นการลดสเป็กให้เปิดกว้าง

ขณะที่ความคืบหน้าการเข้าซื้อกิจการบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวเลส มัลติมีเดีย จำกัด ตัวแทนการตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบซีดีเอ็มเอภายใต้แบรนด์ฮัทช์นั้น ตนได้รับรายงานจากซีอีโอ บมจ.กสท โทรคมนาคมว่าได้ส่งหนังสือถึงฮัทช์ เพื่อแจ้งราคาที่ต้องการซื้อกิจการแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ ซึ่งตนได้ยืนยันไปว่าต้องซื้อในราคาที่คุ้มค่า หากซื้อแพงกว่าราคาที่เสนอไปจะไม่อนุมัติให้ซื้อ และขณะนี้ได้ระงับโครงการขยายโครงข่ายซีดีเอ็มเอ มูลค่า 3,800 ล้านบาทไว้ก่อนด้วย

“แม้ กสทฯเสียโอกาสทางธุรกิจ แต่เป็นการบริหารความเสี่ยง การให้นโยบายไม่ซื้อในราคาแพง แม้มีความเสี่ยงที่จะซื้อไม่ได้ แต่ดีกว่าให้ต้องลงทุนซีดีเอ็มเอไปก่อนแล้วมามัดมือชกให้ต้องซื้อฮัทช์แน่ ๆ เพราะลงทุนเพิ่มไปแล้ว ส่วนที่มีข่าวว่า ทรูเจรจาเพื่อซื้อฮัทช์แทน ตนขอไม่ให้ ความเห็น เพราะไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่ถ้านิติบุคคลเอกชนจะตกลงซื้อขายกิจการกัน คงไปห้ามอะไรไม่ได้”

นายจุติพูดถึงผลงานในรอบ 5 เดือน ในฐานะรัฐมนตรีว่า ภาคภูมิใจที่สุดคือนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแล้ว จากนี้ คณะอนุกรรม การนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติจะทำแผนปฏิบัติงานเสนอคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อของบประมาณประจำปี 2554-2555 ต่อไป

โดยแผนปฏิบัติงานนี้ ทุกกระทรวงต้องไปทำแผนมาเสนอ รวมถึงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครือข่ายสารสนเทศภาครัฐ (Government Information Network : GIN) ต้องส่งกรอบความต้องการในการใช้งานโครงข่ายของแต่ละหน่วยงานมาด้วย โดยเน้นที่คุณภาพของเครือข่ายและความเร็วเป็นหลัก

“ภูมิใจแผนนี้ เพราะได้รับผลตอบรับที่ดี นายกฯผลักดันให้เป็นนโยบายอันดับต้น ๆ เร็ว ๆ นี้จะมีการลงนามในเอ็มโอยูให้ทีโอที, กสทฯ, การไฟฟ้า และกระทรวงศึกษาฯใช้โครงข่ายร่วมกัน ไม่เกินสิ้นปีนี้จะกับผู้ให้บริการมือถือลดการลงทุนซ้ำซ้อน ประชาชนจะได้อัตราค่าบริการที่ถูกลง”

เช่นเดียวกับการลงทุนโครงข่ายเอ็นจีเอ็นของ บมจ.ทีโอที และเคเบิลใยแก้วนำแสง (เอฟทีทีเอ็กซ์) ของ บมจ.กสท โทรคมนาคม ได้สั่งการให้ทั้ง 2 บริษัทปรับแผนใหม่ ไม่ให้ลงทุนซ้ำซ้อน โดยย้ำว่า หากลงทุนซ้ำซ้อน จะไม่ส่งเรื่องให้ ครม.อนุมัติ

ขณะที่แผนการยกเลิกสัมปทานบริการโทรศัพท์มือถือเปลี่ยนใบอนุญาตนั้นเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ ต้องรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตอบข้อหารือกระทรวงการคลังเป็นทางการก่อน

“ไอซีทีต้องการให้ยกเลิกสัมปทาน เพื่อให้แชร์อุปกรณ์และโครงข่ายร่วมกันได้สะดวก ไม่ต้องสร้างโครงข่ายใหม่หมดหลังเปิด 3จี แต่ไม่ว่าการยกเลิกสัมปทาน จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ภาพรวมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ก็จะเดินหน้าต่อ”

สำหรับปัญหาบัตรประจำตัวประชาชนอเนกประสงค์ (สมาร์ทการ์ด) กรณี กระทรวงมหาดไทยไม่รับมอบ โดยอ้างว่าผิดสเป็กจนเกิดปัญหาขาดแคลนบัตรนั้น นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ รองปลัดกระทรวงไอซีที ได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอ ครม.ไปแล้วอยู่ระหว่างรอให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาบรรจุเป็นวาระ ครม. ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเป็นเมื่อใด

ส่วนความคืบหน้าในการแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคม ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายกำลังสรุปความเห็น ที่ล่าช้า เพราะมีความซับซ้อนมาก จึงต้องระมัดระวัง

“ตอนนี้เราต้องดูว่าจะทำอย่างไรกับ ดาวเทียมนอกสัญญาสัมปทานไอพีสตาร์ ต้องให้ไทยคมยิงดวงใหม่ หรือไอซีทียิงเอง อะไรที่จำเป็นต้องเจรจา ก็จะทำ ยังเปิดเผยอะไรไม่ได้ แต่จะเร่งให้เสร็จในระหว่างที่อยู่ในตำแหน่ง เพราะก็อยากมีผลงาน แต่อุปสรรคสำคัญในการทำงานในกระทรวง คือระบบราชการ เป็นปัญหาทั่วโลก คือ โลกพัฒนาไปได้เร็วกว่าระบบ”

ที่มา: prachachat

ที่มา http://www.startpage.in.th/view/151412