ลมเปลี่ยนทิศไอทีไทย แท็บเลต-สมาร์ทโฟนครอง

Home / Mobile & Tablet / ลมเปลี่ยนทิศไอทีไทย แท็บเลต-สมาร์ทโฟนครอง
* ปี 54 แท็บเลต-สมาร์ทโฟนจะยึดตลาดไอทีไทยแบบเบ็ดเสร็จ
* เทรนด์ความร้อนแรงโปรดักส์รุ่นล่าสุดพร้อมกระชากใจผู้ซื้อ
* ผลิตภัณฑ์เดิมๆ อย่างเน็ตบุ๊ก-มือถือกำลังถูกเบียดตกขอบสนาม
* พฤติกรรมผู้บริโภคพันธุ์ใหม่สร้างตลาดใหม่เติบโตก้าวกระโดด
ช่วงรอยต่อระหว่างสิ้นปี 2553 เพื่อเข้าสู่ปี 2554 ทำให้บรรดาคอไอทีทั้งหลายเฝ้าจับตามองว่าอะไรจะเกิดในปีหน้าที่กำลังจะมาถึงเพื่อให้ตกเทรนด์
ยิ่งในช่วงปลายปีเช่นนี้มีงานอีเวนต์ไอทีอย่าง คอมมาร์ต คอมเทค ไทยแลนด์ 2010 มาช่วยจุดกระแสช่วงโค้งสุดท้าย ทำให้เราได้เห็นภาพของตลาดไอทีชัดขึ้นอีกสเตปหนึ่ง
ปรากฏการณ์การใช้จ่ายสินค้าไอทีในงานคอมมาร์ตที่ผ่านมามียอดสูงถึง 4,000 ล้านบาท โดยสินค้าที่ยังคงเป็นพระเอกอยู่ในอันดับหนึ่งต้องยกให้โน้ตบุ๊กเช่นเคย ด้วยยอดขายกว่า 2,500 ล้านบาท รองลงมาคือสมาร์ทโฟนที่ฟันยอดขายไปถึง 488 ล้านบาท อันดับที่สามคือจอมอนิเตอร์และแอลซีดีทีวี 219 ล้านบาท อันดับสี่ กล้องดิจิตอล 207 ล้านบาท อันดับที่ห้า แอกเซสซอรีไอที 203 ล้านบาท ส่วนที่เหลือก็เป็นสินค้าในกลุ่มเดสก์ทอปคอมพิวเตอร์ พรินเตอร์ เอ็กซ์เทอร์นอลฮาร์ดดิสก์ ซอฟต์แวร์ แอร์การ์ด และอื่นๆ
บทสรุปการใช้จ่ายจากงานคอมมาร์ตนี้ ทำให้เห็นเทรนด์ว่าโน้ตบุ๊กยังคงเป็นพระเอกที่ทุกคนยังต้องการใช้อยู่อีกเป็นจำนวนมาก ยิ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ส่งให้ราคาเครื่องโน้ตบุ๊กถูกลง ซึ่งรวมถึงสมาร์ทโฟนด้วย ทำให้กระตุ้นยอดซื้อเพิ่ม เฉพาะโน้ตบุ๊กอย่างเดียวสูงขึ้นถึง 25-30%
“โน้ตบุ๊กยังคงเป็นสินค้าที่ทุกคนต้องการไม่เฉพาะปีนี้ แต่รวมถึงปีหน้าด้วย”
เป็นคำกล่าวของ ปฐม อินทโรดม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด และว่า “อย่างไรก็ตามจะมีเซกเมนต์เกิดใหม่ที่จะทำให้ตลาดไอทีมีสีสันยิ่งขึ้นในปี 2554 นั่นก็คือแท็บเลต”
ในความคิดเห็นปฐมนั้น ได้มีการตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าเซกเมนต์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากกระแสความต้องการแท็บเลตจะทำให้สินค้าเดิมที่คาบเกี่ยวกันอย่างเน็ตบุ๊กต้องปิดฉากตัวเองหรือไม่ เนื่องจากพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคในปัจจุบันหันมาให้ความนิยมแท็บเลตอย่างมาก โดยมีกระแสของไอแพดเป็นตัวชูโรง จนทำให้ผู้ผลิตทุกค่ายกระโดดลงมาเล่นในตลาดนี้
กระแสที่เกิดขึ้นกำลังส่งผลถึงปี 2554 ว่ากระแสแท็บเลตต้องมาแรงอย่างแน่นอน เนื่องจากในงานคอมมาร์ต ทุกคนได้เห็นแท็บเลตรุ่นใหม่ของโตชิบา AS100 ซัมซุงแกแล็คซี่แท็บ เดลล์ Steak ที่วางจำหน่ายให้ผู้บริโภคเลือกซื้อกันแล้วยังมีค่ายผู้ผลิตอื่นๆ อย่างอัสซุส เอ็มเอสไอ ก็ได้นำสินค้ามาโชว์ให้ผู้บริโภคที่กำลังตัดสินใจว่าจะซื้อในเร็วๆ นี้ ต้องชั่งใจและอดใจรอการพาเหรดของทัพแท็บเลตที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดเมืองไทย
“เราเชื่อว่าตลาดสมาร์ทโฟนและแท็บเลตจะมาแรงในปีหน้าอย่างแน่นอน”
การมาแรงของผลิตภัณฑ์ทั้งสองจะมาช่วยในการใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดต้นทุนในองค์กร บริษัทห้างร้านต่างๆ ด้วยขนาดและประโยชน์ใช้สอยที่สะดวกกว่า ปัจจุบันนี้มีผู้ผลิตบางรายอย่างซัมซุง จับมือกับพาร์ตเนอร์ในเมืองไทยพัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้งานในกลุ่มลูกค้าองค์กรในแต่ละธุรกิจแล้ว
จากกระแสที่เกิดขึ้นของแท็บเลตนั้น ส่งผลให้เน็ตบุ๊กต้องมีการปรับตัว เห็นได้ชัดว่าหลายค่ายที่ทำตลาดเน็ตบุ๊กได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเน็ตบุ๊กยิ่งขึ้น ด้วยการออกผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลใหม่ของอินเทล นอกจากนี้เน็ตบุ๊กยังมีสีสันที่เปลี่ยนไป เน้นความเป็นแฟชั่นหลากสีสันมากยิ่งขึ้น
ถกล นิยมไทย ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฝ่ายธุรกิจเทคโนโลยี บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวถึงการปรับตัวของเน็ตบุ๊กว่า ผลิตภัณฑ์เน็ตบุ๊กและแท็บเลต แน่นอนว่าจะต้องมีส่วนที่กินตลาดกันบ้าง อย่างไรก็ตาม ด้วยพฤติกรรมการใช้งานและการแบ่งเซกเมนต์ที่ชัดเจนให้กับผลิตภัณฑ์ทั้งสอง เชื่อว่าตลาดเน็ตบุ๊กก็ยังคงมีอยู่ต่อไป
เช่นเดียวกับ ประเสริฐ จรูญไพศาล ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจเพอร์ซันนัล ซิสเต็มส์ บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า เน็ตบุ๊กหรือที่เอชพีเรียกว่ามินิโน้ตบุ๊กนั้น ยังคงเป็นตลาดที่มีความต้องการอยู่ เนื่องจากรูปแบบการใช้งานระหว่างเน็ตบุ๊กและแท็บเลตแตกต่างกัน การที่แท็บเลตมีกระแสความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น เกิดจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค แต่แท็บเลตก็สามารถตอบสนองการใช้งานในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถทำงานได้แบบเน็ตบุ๊กหรือโน้ตบุ๊กทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ทั้งโตชิบาและเอชพี ต่างก็จะมีผลิตภัณฑ์ที่ออกมาทำตลาดแท็บเลตอย่างเต็มรูปแบบ โดยทางโตชิบานั้นเริ่มทำตลาดโตชิบา AS100 แล้ว โดยโตชิบาเรียกผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ว่าสมาร์ทบุ๊ก วางโปรดักส์ไว้สำหรับผู้ใช้ที่จำเป็นต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่สองขณะออกไปนอกสถานที่ ซึ่งสมาร์ทบุ๊กสามารถพกพาได้สะดวก ด้วยความบางเพียง 14 มม. และมีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษทำให้ง่ายต่อการพกพา

* ปี 54 แท็บเลต-สมาร์ทโฟนจะยึดตลาดไอทีไทยแบบเบ็ดเสร็จ

* เทรนด์ความร้อนแรงโปรดักส์รุ่นล่าสุดพร้อมกระชากใจผู้ซื้อ

* ผลิตภัณฑ์เดิมๆ อย่างเน็ตบุ๊ก-มือถือกำลังถูกเบียดตกขอบสนาม

* พฤติกรรมผู้บริโภคพันธุ์ใหม่สร้างตลาดใหม่เติบโตก้าวกระโดด

ช่วงรอยต่อระหว่างสิ้นปี 2553 เพื่อเข้าสู่ปี 2554 ทำให้บรรดาคอไอทีทั้งหลายเฝ้าจับตามองว่าอะไรจะเกิดในปีหน้าที่กำลังจะมาถึงเพื่อให้ตกเทรนด์

ยิ่งในช่วงปลายปีเช่นนี้มีงานอีเวนต์ไอทีอย่าง คอมมาร์ต คอมเทค ไทยแลนด์ 2010 มาช่วยจุดกระแสช่วงโค้งสุดท้าย ทำให้เราได้เห็นภาพของตลาดไอทีชัดขึ้นอีกสเตปหนึ่ง

ปรากฏการณ์การใช้จ่ายสินค้าไอทีในงานคอมมาร์ตที่ผ่านมามียอดสูงถึง 4,000 ล้านบาท โดยสินค้าที่ยังคงเป็นพระเอกอยู่ในอันดับหนึ่งต้องยกให้โน้ตบุ๊กเช่นเคย ด้วยยอดขายกว่า 2,500 ล้านบาท รองลงมาคือสมาร์ทโฟนที่ฟันยอดขายไปถึง 488 ล้านบาท อันดับที่สามคือจอมอนิเตอร์และแอลซีดีทีวี 219 ล้านบาท อันดับสี่ กล้องดิจิตอล 207 ล้านบาท อันดับที่ห้า แอกเซสซอรีไอที 203 ล้านบาท ส่วนที่เหลือก็เป็นสินค้าในกลุ่มเดสก์ทอปคอมพิวเตอร์ พรินเตอร์ เอ็กซ์เทอร์นอลฮาร์ดดิสก์ ซอฟต์แวร์ แอร์การ์ด และอื่นๆ

บทสรุปการใช้จ่ายจากงานคอมมาร์ตนี้ ทำให้เห็นเทรนด์ว่าโน้ตบุ๊กยังคงเป็นพระเอกที่ทุกคนยังต้องการใช้อยู่อีกเป็นจำนวนมาก ยิ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ส่งให้ราคาเครื่องโน้ตบุ๊กถูกลง ซึ่งรวมถึงสมาร์ทโฟนด้วย ทำให้กระตุ้นยอดซื้อเพิ่ม เฉพาะโน้ตบุ๊กอย่างเดียวสูงขึ้นถึง 25-30%

“โน้ตบุ๊กยังคงเป็นสินค้าที่ทุกคนต้องการไม่เฉพาะปีนี้ แต่รวมถึงปีหน้าด้วย”

เป็นคำกล่าวของ ปฐม อินทโรดม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด และว่า “อย่างไรก็ตามจะมีเซกเมนต์เกิดใหม่ที่จะทำให้ตลาดไอทีมีสีสันยิ่งขึ้นในปี 2554 นั่นก็คือแท็บเลต”

ในความคิดเห็นปฐมนั้น ได้มีการตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าเซกเมนต์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากกระแสความต้องการแท็บเลตจะทำให้สินค้าเดิมที่คาบเกี่ยวกันอย่างเน็ตบุ๊กต้องปิดฉากตัวเองหรือไม่ เนื่องจากพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคในปัจจุบันหันมาให้ความนิยมแท็บเลตอย่างมาก โดยมีกระแสของไอแพดเป็นตัวชูโรง จนทำให้ผู้ผลิตทุกค่ายกระโดดลงมาเล่นในตลาดนี้

กระแสที่เกิดขึ้นกำลังส่งผลถึงปี 2554 ว่ากระแสแท็บเลตต้องมาแรงอย่างแน่นอน เนื่องจากในงานคอมมาร์ต ทุกคนได้เห็นแท็บเลตรุ่นใหม่ของโตชิบา AS100 ซัมซุงแกแล็คซี่แท็บ เดลล์ Steak ที่วางจำหน่ายให้ผู้บริโภคเลือกซื้อกันแล้วยังมีค่ายผู้ผลิตอื่นๆ อย่างอัสซุส เอ็มเอสไอ ก็ได้นำสินค้ามาโชว์ให้ผู้บริโภคที่กำลังตัดสินใจว่าจะซื้อในเร็วๆ นี้ ต้องชั่งใจและอดใจรอการพาเหรดของทัพแท็บเลตที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดเมืองไทย

“เราเชื่อว่าตลาดสมาร์ทโฟนและแท็บเลตจะมาแรงในปีหน้าอย่างแน่นอน”

การมาแรงของผลิตภัณฑ์ทั้งสองจะมาช่วยในการใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดต้นทุนในองค์กร บริษัทห้างร้านต่างๆ ด้วยขนาดและประโยชน์ใช้สอยที่สะดวกกว่า ปัจจุบันนี้มีผู้ผลิตบางรายอย่างซัมซุง จับมือกับพาร์ตเนอร์ในเมืองไทยพัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้งานในกลุ่มลูกค้าองค์กรในแต่ละธุรกิจแล้ว

จากกระแสที่เกิดขึ้นของแท็บเลตนั้น ส่งผลให้เน็ตบุ๊กต้องมีการปรับตัว เห็นได้ชัดว่าหลายค่ายที่ทำตลาดเน็ตบุ๊กได้มีการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเน็ตบุ๊กยิ่งขึ้น ด้วยการออกผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลใหม่ของอินเทล นอกจากนี้เน็ตบุ๊กยังมีสีสันที่เปลี่ยนไป เน้นความเป็นแฟชั่นหลากสีสันมากยิ่งขึ้น

ถกล นิยมไทย ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฝ่ายธุรกิจเทคโนโลยี บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวถึงการปรับตัวของเน็ตบุ๊กว่า ผลิตภัณฑ์เน็ตบุ๊กและแท็บเลต แน่นอนว่าจะต้องมีส่วนที่กินตลาดกันบ้าง อย่างไรก็ตาม ด้วยพฤติกรรมการใช้งานและการแบ่งเซกเมนต์ที่ชัดเจนให้กับผลิตภัณฑ์ทั้งสอง เชื่อว่าตลาดเน็ตบุ๊กก็ยังคงมีอยู่ต่อไป

เช่นเดียวกับ ประเสริฐ จรูญไพศาล ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจเพอร์ซันนัล ซิสเต็มส์ บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า เน็ตบุ๊กหรือที่เอชพีเรียกว่ามินิโน้ตบุ๊กนั้น ยังคงเป็นตลาดที่มีความต้องการอยู่ เนื่องจากรูปแบบการใช้งานระหว่างเน็ตบุ๊กและแท็บเลตแตกต่างกัน การที่แท็บเลตมีกระแสความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น เกิดจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค แต่แท็บเลตก็สามารถตอบสนองการใช้งานในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถทำงานได้แบบเน็ตบุ๊กหรือโน้ตบุ๊กทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ทั้งโตชิบาและเอชพี ต่างก็จะมีผลิตภัณฑ์ที่ออกมาทำตลาดแท็บเลตอย่างเต็มรูปแบบ โดยทางโตชิบานั้นเริ่มทำตลาดโตชิบา AS100 แล้ว โดยโตชิบาเรียกผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ว่าสมาร์ทบุ๊ก วางโปรดักส์ไว้สำหรับผู้ใช้ที่จำเป็นต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่สองขณะออกไปนอกสถานที่ ซึ่งสมาร์ทบุ๊กสามารถพกพาได้สะดวก ด้วยความบางเพียง 14 มม. และมีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษทำให้ง่ายต่อการพกพา

ที่มา: www.wiseknow.com

ที่มา http://www.startpage.in.th/view/149337