‘ซิมเบี้ยน’ ในมือ ‘โนเกีย’ เปิดฉากรุกสมาร์ทโฟนเต็มสูบ

Home / Mobile & Tablet / ‘ซิมเบี้ยน’ ในมือ ‘โนเกีย’ เปิดฉากรุกสมาร์ทโฟนเต็มสูบ
การรุกคืบตลาดสมาร์ทโฟนของโนเกียเริ่มเห็นภาพชัดมากขึ้น เมื่อล่าสุดโนเกียขอดูแลและควบคุมการพัฒนาระบบปฏิบัติการซิมเบี้ยน อย่างเต็มรูปแบบ จากเดิมที “กองทุนซิมเบี้ยน” (Symbian Foundation) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรเป็นผู้ดูแลการพัฒนาทั้งหมดในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา
โดยตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2011 เป็นต้นไป ยักษ์มือถือฟินแลนด์จะเป็น ผู้กำหนดทิศทางในอนาคตของระบบปฏิบัติการซิมเบี้ยนเอง ขณะที่กองทุนซิมเบี้ยนในปัจจุบันจะผันตัวเองเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านการออกใบอนุญาตและรับผิดชอบเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาแทน จากเดิมมีหน้าที่ดำเนินการพัฒนาซอฟต์แวร์ทุกอย่าง
รอยเตอร์รายงานว่า โนเกียได้ยืนยันถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอีกครั้ง และกล่าวถึงแผนงานของแพลตฟอร์มระบบ ซิมเบี้ยนในอนาคตว่า โนเกียวางแผนที่จะลงทุนและใช้ทรัพยากรของตัวเองในการพัฒนาระบบซิมเบี้ยนต่อไป พร้อมกับตั้งความหวังว่า จะสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งในพอร์ตโฟลิโอสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบซิมเบี้ยนกระจายไปยังคนทั่วโลกได้ดีขึ้น
“ทิม โฮล์บราว” ผู้อำนวยการกองทุน ซิมเบี้ยน กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างมากกับตลาดมือถือ ควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพเศรษฐกิจ และด้วยสาเหตุนี้จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างของสมาชิกของเรา จนทำให้สมาชิกหลักของเราต้องถอนตัวไป
“ผลลัพธ์คือ โครงสร้างการบริหารในปัจจุบันของแพลตฟอร์มซิมเบี้ยน หรือกองทุนนี้ไม่เหมาะสมอีกต่อไปแล้ว และ เมื่อถึงเมษายน 2011 กองทุนนี้ไม่น่าจะต้องการพนักงาน”
ด้าน “โจ ฮาร์โลว์” ผู้ช่วยประธานอาวุโส กลุ่มสมาร์ทโฟนของโนเกีย กล่าวว่า อนาคตของซิมเบี้ยนจะเป็นแพลตฟอร์มที่ไม่ต้องพึ่งพากับการมีอยู่ของกองทุนในปัจจุบัน และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้ส่งผล กระทบใด ๆ ต่อโรดแมปการเปิดตัวอุปกรณ์ซิมเบี้ยนของโนเกีย หรือการขนส่งสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มซิมเบี้ยนทำงานอยู่บนสมาร์ทโฟนจำนวนหลายร้อยล้านเครื่อง ทั้งเป็นแบรนด์โนเกียเองและอื่น ๆ และพวกเรายังคงให้การสนับสนุนซิมเบี้ยนอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ผลประโยชน์ของนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เป็นระบบนิเวศของระบบซิมเบี้ยนในอนาคต
ประโยชน์การโฟกัสระบบซิมเบี้ยน อย่างจริงจังของโนเกียมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในการรองรับ แอปพลิเคชั่นบนแพลตฟอร์มซิมเบี้ยนเวอร์ชั่น ใหม่ในอนาคต สร้างกรอบการพัฒนา แอปพลิเคชั่นให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ช่วยเพิ่มความเร็วในการพัฒนาแพลตฟอร์มซิมเบี้ยน เวอร์ชั่นใหม่ ๆ และยังช่วยอัพเดตและ อัพเกรดสมาร์ทโฟนของโนเกียได้บ่อย ครั้งขึ้น
รวมถึงนักพัฒนาเองยังสามารถหาเครื่องมือและได้รับการสนับสนุนต่าง ๆ ตามที่ตนต้องการ และสร้างความได้เปรียบในตลาดสมาร์ทโฟนที่กำลังมีการเติบโต สูงผ่านทางฟอรั่มของโนเกีย รวมถึงผ่านระบบการจำหน่ายเครือข่ายที่กว้างขวาง ของโนเกียสมาร์ทโฟน “Ovi Store” ไปยังทั่วโลกด้วย
หากย้อนกลับไป 2 ปีที่ผ่านมาเมื่อ กองทุนซิมเบี้ยนถูกตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก โดยโนเกียทุ่มเงินจำนวน 365 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อหุ้นจากเจ้าของซิมเบี้ยน รายต่าง ๆ จากนั้นเริ่มได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรยักษ์ใหญ่ในวงการสื่อสารไอที อาทิ AT&T, แอลจี, โมโตโรล่า, NTT Docomo, ซัมซุง, โซนี่ อีริคสัน, STMicroelectronics, Texas Instriments และโวดาโฟน พร้อมกับเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายใดก็ตามสามารถใช้ซอฟต์แวร์หรือดัดแปลงรหัสภายใต้แพลตฟอร์มซิมเบี้ยนเพื่อนำไปใช้พัฒนางานตามจุดประสงค์ ต่าง ๆ ได้ จากนั้นปี 2010 ซัมซุงและโซนี่ อีริคสันขอถอนตัวจากกองทุนดังกล่าว และหันไปเลือกใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์แทน
“เบน วู้ด” หัวหน้านักวิจัยจากบริษัท CSS Insight แสดงความเห็นว่า “เนื่องจากผู้รับใบอนุญาตบางรายต่างละทิ้งซิมเบี้ยน ทำให้โนเกียมีทางเลือกที่น้อยลงและจำเป็นต้องควบคุมดูแลเองทั้งหมดแทน”
นอกจากนี้ที่ผ่านมาโนเกียยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่สามารถปรับปรุงระบบซิมเบี้ยนเพื่อแข่งขันกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น ระบบปฏิบัติการของแอปเปิลและ แอนดรอยด์ที่กำลังมาแรงในปัจจุบันได้ ทำให้โนเกียต้องเดินเครื่องสมาร์ทโฟนของตัวเองมากขึ้น อย่างไรก็ดีเพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำอย่างต่อเนื่อง นอกจากการอัพเดตระบบซิมเบี้ยนเวอร์ชั่นใหม่แล้ว โนเกียยังร่วมกับอินเทลพัฒนาระบบ มีโก “Meego” ระบบปฏิบัติการสมาร์ทโฟนไฮเอนด์เพื่อเจาะตลาดระดับบนด้วย
บริษัทวิจัย Canalys เปิดเผยข้อมูลว่า ไตรมาส 3 ที่ผ่านมาตลาดสมาร์ทโฟน ทั่วโลกมีการเติบโต 95% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา โดยซิมเบี้ยนมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 37% ส่วนแอนดรอยด์มีอยู่ 17% สอดคล้องกับ การ์ดเนอร์รายงานว่า ส่วนแบ่งการตลาดระบบซิมเบี้ยนทั่วโลกกำลังลดต่ำลง จาก ปี 2009 ซิมเบี้ยนมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ของโลก อยู่ที่ประมาณ 46.9% แต่มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2014 ส่วนแบ่งของ แอนดรอยด์จะขึ้นมาเทียบเท่ากับซิมเบี้ยน ด้วยส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 30%
ทั้งนี้โนเกียถือเป็นผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟนซิมเบี้ยนด้วยส่วนแบ่งยอดขาย 95% ของมือถือระบบซิมเบี้ยนทั่วโลกและเป็นบริษัทที่ยึดมั่นพัฒนาสินค้าบนระบบซิมเบี้ยน อย่างไม่เปลี่ยนแปลง โดยสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของโนเกียที่กำลังวางจำหน่ายอยู่ใน ปีนี้ อาทิ โนเกีย N8, C7, C6-01 และรุ่น E7 ที่เตรียมวางจำหน่ายก่อนสิ้นปี 2010 โดยโนเกียตั้งเป้าว่า จะสามารถขายอุปกรณ์บนระบบซิมเบี้ยน 3 ได้มากกว่า 50 ล้านเครื่องทั่วโลก

การรุกคืบตลาดสมาร์ทโฟนของโนเกียเริ่มเห็นภาพชัดมากขึ้น เมื่อล่าสุดโนเกียขอดูแลและควบคุมการพัฒนาระบบปฏิบัติการซิมเบี้ยน อย่างเต็มรูปแบบ จากเดิมที “กองทุนซิมเบี้ยน” (Symbian Foundation) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรเป็นผู้ดูแลการพัฒนาทั้งหมดในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา

โดยตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2011 เป็นต้นไป ยักษ์มือถือฟินแลนด์จะเป็น ผู้กำหนดทิศทางในอนาคตของระบบปฏิบัติการซิมเบี้ยนเอง ขณะที่กองทุนซิมเบี้ยนในปัจจุบันจะผันตัวเองเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านการออกใบอนุญาตและรับผิดชอบเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาแทน จากเดิมมีหน้าที่ดำเนินการพัฒนาซอฟต์แวร์ทุกอย่าง

รอยเตอร์รายงานว่า โนเกียได้ยืนยันถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอีกครั้ง และกล่าวถึงแผนงานของแพลตฟอร์มระบบ ซิมเบี้ยนในอนาคตว่า โนเกียวางแผนที่จะลงทุนและใช้ทรัพยากรของตัวเองในการพัฒนาระบบซิมเบี้ยนต่อไป พร้อมกับตั้งความหวังว่า จะสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งในพอร์ตโฟลิโอสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบซิมเบี้ยนกระจายไปยังคนทั่วโลกได้ดีขึ้น

“ทิม โฮล์บราว” ผู้อำนวยการกองทุน ซิมเบี้ยน กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างมากกับตลาดมือถือ ควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพเศรษฐกิจ และด้วยสาเหตุนี้จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างของสมาชิกของเรา จนทำให้สมาชิกหลักของเราต้องถอนตัวไป

“ผลลัพธ์คือ โครงสร้างการบริหารในปัจจุบันของแพลตฟอร์มซิมเบี้ยน หรือกองทุนนี้ไม่เหมาะสมอีกต่อไปแล้ว และ เมื่อถึงเมษายน 2011 กองทุนนี้ไม่น่าจะต้องการพนักงาน”

ด้าน “โจ ฮาร์โลว์” ผู้ช่วยประธานอาวุโส กลุ่มสมาร์ทโฟนของโนเกีย กล่าวว่า อนาคตของซิมเบี้ยนจะเป็นแพลตฟอร์มที่ไม่ต้องพึ่งพากับการมีอยู่ของกองทุนในปัจจุบัน และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้ส่งผล กระทบใด ๆ ต่อโรดแมปการเปิดตัวอุปกรณ์ซิมเบี้ยนของโนเกีย หรือการขนส่งสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มซิมเบี้ยนทำงานอยู่บนสมาร์ทโฟนจำนวนหลายร้อยล้านเครื่อง ทั้งเป็นแบรนด์โนเกียเองและอื่น ๆ และพวกเรายังคงให้การสนับสนุนซิมเบี้ยนอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ผลประโยชน์ของนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เป็นระบบนิเวศของระบบซิมเบี้ยนในอนาคต

ประโยชน์การโฟกัสระบบซิมเบี้ยน อย่างจริงจังของโนเกียมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในการรองรับ แอปพลิเคชั่นบนแพลตฟอร์มซิมเบี้ยนเวอร์ชั่น ใหม่ในอนาคต สร้างกรอบการพัฒนา แอปพลิเคชั่นให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ช่วยเพิ่มความเร็วในการพัฒนาแพลตฟอร์มซิมเบี้ยน เวอร์ชั่นใหม่ ๆ และยังช่วยอัพเดตและ อัพเกรดสมาร์ทโฟนของโนเกียได้บ่อย ครั้งขึ้น

รวมถึงนักพัฒนาเองยังสามารถหาเครื่องมือและได้รับการสนับสนุนต่าง ๆ ตามที่ตนต้องการ และสร้างความได้เปรียบในตลาดสมาร์ทโฟนที่กำลังมีการเติบโต สูงผ่านทางฟอรั่มของโนเกีย รวมถึงผ่านระบบการจำหน่ายเครือข่ายที่กว้างขวาง ของโนเกียสมาร์ทโฟน “Ovi Store” ไปยังทั่วโลกด้วย

หากย้อนกลับไป 2 ปีที่ผ่านมาเมื่อ กองทุนซิมเบี้ยนถูกตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก โดยโนเกียทุ่มเงินจำนวน 365 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อหุ้นจากเจ้าของซิมเบี้ยน รายต่าง ๆ จากนั้นเริ่มได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรยักษ์ใหญ่ในวงการสื่อสารไอที อาทิ AT&T, แอลจี, โมโตโรล่า, NTT Docomo, ซัมซุง, โซนี่ อีริคสัน, STMicroelectronics, Texas Instriments และโวดาโฟน พร้อมกับเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายใดก็ตามสามารถใช้ซอฟต์แวร์หรือดัดแปลงรหัสภายใต้แพลตฟอร์มซิมเบี้ยนเพื่อนำไปใช้พัฒนางานตามจุดประสงค์ ต่าง ๆ ได้ จากนั้นปี 2010 ซัมซุงและโซนี่ อีริคสันขอถอนตัวจากกองทุนดังกล่าว และหันไปเลือกใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์แทน

“เบน วู้ด” หัวหน้านักวิจัยจากบริษัท CSS Insight แสดงความเห็นว่า “เนื่องจากผู้รับใบอนุญาตบางรายต่างละทิ้งซิมเบี้ยน ทำให้โนเกียมีทางเลือกที่น้อยลงและจำเป็นต้องควบคุมดูแลเองทั้งหมดแทน”

นอกจากนี้ที่ผ่านมาโนเกียยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่สามารถปรับปรุงระบบซิมเบี้ยนเพื่อแข่งขันกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น ระบบปฏิบัติการของแอปเปิลและ แอนดรอยด์ที่กำลังมาแรงในปัจจุบันได้ ทำให้โนเกียต้องเดินเครื่องสมาร์ทโฟนของตัวเองมากขึ้น อย่างไรก็ดีเพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำอย่างต่อเนื่อง นอกจากการอัพเดตระบบซิมเบี้ยนเวอร์ชั่นใหม่แล้ว โนเกียยังร่วมกับอินเทลพัฒนาระบบ มีโก “Meego” ระบบปฏิบัติการสมาร์ทโฟนไฮเอนด์เพื่อเจาะตลาดระดับบนด้วย

บริษัทวิจัย Canalys เปิดเผยข้อมูลว่า ไตรมาส 3 ที่ผ่านมาตลาดสมาร์ทโฟน ทั่วโลกมีการเติบโต 95% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา โดยซิมเบี้ยนมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 37% ส่วนแอนดรอยด์มีอยู่ 17% สอดคล้องกับ การ์ดเนอร์รายงานว่า ส่วนแบ่งการตลาดระบบซิมเบี้ยนทั่วโลกกำลังลดต่ำลง จาก ปี 2009 ซิมเบี้ยนมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ของโลก อยู่ที่ประมาณ 46.9% แต่มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2014 ส่วนแบ่งของ แอนดรอยด์จะขึ้นมาเทียบเท่ากับซิมเบี้ยน ด้วยส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 30%

ทั้งนี้โนเกียถือเป็นผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟนซิมเบี้ยนด้วยส่วนแบ่งยอดขาย 95% ของมือถือระบบซิมเบี้ยนทั่วโลกและเป็นบริษัทที่ยึดมั่นพัฒนาสินค้าบนระบบซิมเบี้ยน อย่างไม่เปลี่ยนแปลง โดยสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของโนเกียที่กำลังวางจำหน่ายอยู่ใน ปีนี้ อาทิ โนเกีย N8, C7, C6-01 และรุ่น E7 ที่เตรียมวางจำหน่ายก่อนสิ้นปี 2010 โดยโนเกียตั้งเป้าว่า จะสามารถขายอุปกรณ์บนระบบซิมเบี้ยน 3 ได้มากกว่า 50 ล้านเครื่องทั่วโลก

ที่มา:  www.wiseknow.com

ที่มา http://www.startpage.in.th/view/149334