จับตา 3G “บนคลื่นความถี่เดิม” ผลประโยชน์ตกอยู่ที่ใคร?

Home / Mobile & Tablet / จับตา 3G “บนคลื่นความถี่เดิม” ผลประโยชน์ตกอยู่ที่ใคร?
ความสนใจต่างพุ่งเป้ามาที่โครงการ 3 จี ของสองหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหลัก ทั้ง บมจ. กสท โทรคมนาคม และ บมจ.ทีโอที โดยเฉพาะรายหลัง ที่มีโครงการโทรคมนาคมขนาดใหญ่อยู่ในกำมือมากมาย โดยเฉพาะ “ทีโอที” ที่มีโครงการ 3 จี มานาน เป็นโครงการตั้งแต่สมัยอดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช และว่าที่ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่ได้เสนอให้ ครม.เห็นชอบกรอบการลงทุนไว้ที่ 29,000 ล้านบาท
หากที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมาได้อนุมัติปรับกรอบลงทุนเหลือ 19,900 ล้านบาท และให้ไอซีที และทีโอที กลับไปทำรายละเอียดเพื่อมาเสนออีกครั้ง โดยครั้งนี้ นายจุติ ไกรฤกษ์  รมว.ไอซีทีคนปัจจุบันเป็นคนเสนอโครงการบรรจุเป็นวาระ ครม. และท้ายที่สุด ครม.ก็เคาะโต๊ะอนุมัติโครงการ 3 จี ทีโอที มูลค่า 19,900 ล้านบาท ไปแบบไม่มีเซอร์ไพรส์
นั่นทำให้ “ความสนใจ” ของการทำ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม ที่ไม่ใช่มาจากการจัดสรรใหม่ของ กทช. ถูกดึงขึ้นมาอยู่บนความสนใจอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคลื่น 1900 ของทีโอที และคลื่น 850 ของ กสท เข้าทางของรัฐบาลที่บ่อยครั้งออกมาบอกทำนองว่า การที่ประเทศจะมี 3 จี ไม่จำเป็นต้องใช้คลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ของเวอร์ชั่น กทช.ก็ได้
โครงการ 3 จี ของทีโอที ที่ได้ ครม.ชุดพรรคประชาธิปัตย์อนุมัติให้ล่าสุด จึงน่าจะเป็น “ใบเบิกทาง” สำหรับโครงการโทรคมนาคมอื่นๆ ของทั้ง 2 รัฐวิสาหกิจให้ทยอยตามออกมาอย่างต่อเนื่อง
รวมไปถึงการเปิดให้บริการระบบ 3 จีบนคลื่นความถี่เดิม คือ 850 เมกะเฮิรตซ์ (HSPA) ในฝั่งของ กสท ที่กำลังเร่งผลักดันการพิจารณาให้ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด เปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์ได้ จากที่เปิดให้ทดสอบบริการตั้งแต่ปี 2551 โดยซีอีโอ ของ กสท จะได้เสนอให้บอร์ด กสท พิจารณาวันที่ 12 ตุลาคมนี้ โดยคาดว่าหากพิจารณาได้ครบทุกประเด็นแล้ว บอร์ด กสท ก็น่าจะอนุมัติให้ดีแทคและทรูมูฟเปิดบริการได้
แม้จะยังต้องรอผลสรุปของคณะกรรมการมาตรา 22 และ 13 พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินกิจการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน) แต่ก็ดูเหมือน “ไม่น่ามีอะไรยากเย็น” หากคณะกรรมการมาตรา 22 และ 13 จะผ่านความเห็นชอบให้ 2 บริษัทมือถือได้ทำบริการ 3 จี เชิงพาณิชย์โดยเร็ว ใกล้เคียงกับโครงการ 3 จี ของทีโอที ที่ล่าสุด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) แสดงท่าทีมุ่งมั่นที่จะของร่วมเป็นเอ็มวีเอ็นโอกับทีโอทีแบบเต็มใจ
“วิเชียร เมฆตระการ” หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารบริษัทเอไอเอส แสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยบอกว่า บริษัทลูกในเครือ 2 บริษัท คือ แอดวานซ์ โมบาย ดาต้า จำกัด และบริษัท ไวร์เลส ดีไวซ์ ซัพพลาย จำกัด ได้รับใบอนุญาต (ไลเซ่น) ประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภทที่ 1 แบบไม่มีโครงข่ายสำหรับการให้บริการขายส่งบริการ เป็นระยะเวลา 5 ปี จาก กทช.มาตั้งแต่ช่วง 2 เดือนที่แล้วโดยระหว่างนี้ จะมีการเจรจากับทีโอทีเพื่อขอเข้าไปทำ เอ็มวีเอ็นโอให้กับทีโอที 3 จี ที่จะขยายการให้บริการไปทั่วประเทศมากขึ้น
“อย่างที่รู้ คือ การประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่น) 3 จี ของ กทช.ก็ล้มลงไป ดังนั้น เอไอเอสจึงต้องพยายามหาทางที่จะสามารถให้ลูกค้าบริษัทได้ใช้ 3 จีได้ ไม่ว่าจะทางใดก็ตาม เชื่อว่าหากทีโอทีเปิดให้มีเอ็มวีเอ็นโอรายใหม่ เอไอเอสก็น่าจะมีสิทธิ เพราะเรากับทีโอทีก็เป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันมาตลอด และเราก็มีโครงข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศด้วย”
จากนี้ต้องจับตาโครงการ 3 จี ทีโอที อย่างไม่กะพริบตา ไม่ใช่เพราะเป็นโครงการระดับ 1.9 หมื่นล้านบาท หากแต่จำนวนผู้ร่วมสังฆกรรมในโครงการนี้ โดยเฉพาะกลุ่มซัพพลายเออร์ ที่ทำหน้าที่ติดตั้งอุปกรณ์ ระบบตามสถานีฐานต่างๆ ที่ก่อนหน้านี้ออกมา ระบุว่า มีคนให้ความสนใจแล้ว 5 ราย ได้แก่ บริษัทโนเกีย-ซีเมนส์ บริษัทอีริคสัน (2 รายเดิมในโครงการ 3 จี กทม. และปริมณฑล) ส่วนอีก 3 ราย คาดว่าจะเป็นบริษัทหัวเว่ย บริษัทสามารถ เทลคอม (แซมเทล) และบริษัทแซดทีอี โดยทั้ง 5 บริษัทนี้ หากสืบให้ลึกลงไป จะได้เห็นถึงความเกี่ยวพัน โยงใย กับกลุ่มก๊วนการเมืองหลายกลุ่มด้วยกัน
ยกตัวอย่าง บริษัทแซมเทล ในเครือสามารถ คอร์ป ที่ก่อนหน้านี้ ทีโอที ปลาบปลื้ม ถึงขนาดเลือกบริษัท “ไอโมบาย” เข้ามาเป็นเอ็มวีเอ็นโอรายแรก และมีเสียงชื่นชมตามมาตลอดว่าเป็นเอ็มวีเอ็นโอที่ “เวิร์ค” ที่สุดแล้ว จึงอาจไม่ตกสงสัยหากครั้งนี้ แซมเทลจะไม่หลุดโผซัพพลายเออร์ที่ ทีโอทีไว้วางใจ
ยิ่ง ครม.ชุดนี้ ระบุว่า ให้ใช้วิธีการประกวดราคาแบบทั่วไป ซึ่งวิธีการประกวดราคาด้วยการรับซองประมูลแบบนี้ ใครๆ ก็รู้ว่า สามารถล็อกสเปคกันได้ง่ายที่สุด! จึงไม่แปลกที่ ครม.ชุดนี้ จะอนุมัติโครงการ 3 จี ทีโอที ออกมาให้แบบไม่มีเซอร์ไพรส์ ทันทีที่ โครงการ 3 จี เวอร์ชั่น กทช.ถูกระงับ
เพราะก่อนหน้านี้ คนในแวดวง ต่างประเมินกันว่า 3 จี เวอร์ชั่น กทช.ไม่มีทางเกิด เพราะถ้ามี 3 จี ใต้ใบอนุญาตใหม่ นั่นหมายความว่า ระบบโครงสร้างโทรคมไทยในรูปแบบสัมปทานจะหายไปทันที ทุกอย่างต้องเข้าสู่ตามกฎเกณฑ์ใหม่ที่ กทช.ได้วางไว้ รูปแบบการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่ม ก้อน การเมืองต่างๆ จะทำได้ยากมากขึ้น
นักวิชาการอย่าง “ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์” รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้ความเห็นว่า การอนุมัติโครงการ 3 จี ทีโอที ครั้งนี้ เป็นการแสดงความชัดเจนของรัฐบาล ที่ต้องการหาทางออกให้กับรัฐวิสาหกิจสามารถอยู่รอดได้ ซึ่งการอนุมัติวิธีการประมูลในแบบทั่วไปแทนการประมูลนานาชาติ ก็ยิ่งตอกย้ำว่าเป็นการเร่งให้ 3 จีของทีโอทีเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น
ทั้งนี้ คาดว่าจะเป็นข้อได้เปรียบของทีโอทีกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่รอประมูลไลเซ่นในย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์อย่างน้อย 2 ปี ซึ่งทีโอทีควรจะต้องวางแผนลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งต้องการพาร์ทเนอร์ หรือ “เอ็มวีเอ็นโอ” ที่มีศักยภาพ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่สามารถทำตลาดได้ดีเท่าที่ควร
“การลงทุนก่อนก็ถือว่าเป็นการสร้างความได้เปรียบ มาชดเชยจากความเสียเปรียบที่เดิมทีโอที มีฐานลูกค้า 2 จี ค่อนข้างน้อย ซึ่งหากทำตลาดดีๆ ก็มีโอกาสที่ทีโอทีจะประสบความสำเร็จได้ และต้องยอมรับว่าการตัดสินใจของรัฐบาลในวันนี้ เป็นการปรับบทบาทให้ทีโอทีทำหน้าที่เป็นโครงข่ายหลัก หรือ Network Operator ไม่ได้ทำโครงข่ายสำหรับการค้าปลีกเหมือนที่ผ่านมา”
อาจารย์สมเกียรติ ให้ความเห็นด้วยว่า ช่วงนี้เป็นจังหวะดีที่รัฐจะแสดงความจริงใจ โดยการเร่งผลักดันการแปรสัญญาสัมปทาน (เค 2) ก่อนที่จะเกิดการประมูลรอบใหม่ มิเช่นนั้น จะทำให้เกิดภาพไม่ดีต่อเจตนาของรัฐบาล

ความสนใจต่างพุ่งเป้ามาที่โครงการ 3G ของสองหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหลัก ทั้ง บมจ. กสท โทรคมนาคม และ บมจ.ทีโอที โดยเฉพาะรายหลัง ที่มีโครงการโทรคมนาคมขนาดใหญ่อยู่ในกำมือมากมาย โดยเฉพาะ “ทีโอที” ที่มีโครงการ 3G มานาน เป็นโครงการตั้งแต่สมัยอดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช และว่าที่ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่ได้เสนอให้ ครม.เห็นชอบกรอบการลงทุนไว้ที่ 29,000 ล้านบาท

หากที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมาได้อนุมัติปรับกรอบลงทุนเหลือ 19,900 ล้านบาท และให้ไอซีที และทีโอที กลับไปทำรายละเอียดเพื่อมาเสนออีกครั้ง โดยครั้งนี้ นายจุติ ไกรฤกษ์  รมว.ไอซีทีคนปัจจุบันเป็นคนเสนอโครงการบรรจุเป็นวาระ ครม. และท้ายที่สุด ครม.ก็เคาะโต๊ะอนุมัติโครงการ 3 จี ทีโอที มูลค่า 19,900 ล้านบาท ไปแบบไม่มีเซอร์ไพรส์

นั่นทำให้ “ความสนใจ” ของการทำ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม ที่ไม่ใช่มาจากการจัดสรรใหม่ของ กทช. ถูกดึงขึ้นมาอยู่บนความสนใจอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคลื่น 1900 ของทีโอที และคลื่น 850 ของ กสท เข้าทางของรัฐบาลที่บ่อยครั้งออกมาบอกทำนองว่า การที่ประเทศจะมี 3G ไม่จำเป็นต้องใช้คลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ของเวอร์ชั่น กทช.ก็ได้

โครงการ 3G ของทีโอที ที่ได้ ครม.ชุดพรรคประชาธิปัตย์อนุมัติให้ล่าสุด จึงน่าจะเป็น “ใบเบิกทาง” สำหรับโครงการโทรคมนาคมอื่นๆ ของทั้ง 2 รัฐวิสาหกิจให้ทยอยตามออกมาอย่างต่อเนื่อง

รวมไปถึงการเปิดให้บริการระบบ 3G บนคลื่นความถี่เดิม คือ 850 เมกะเฮิรตซ์ (HSPA) ในฝั่งของ กสท ที่กำลังเร่งผลักดันการพิจารณาให้ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด เปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์ได้ จากที่เปิดให้ทดสอบบริการตั้งแต่ปี 2551 โดยซีอีโอ ของ กสท จะได้เสนอให้บอร์ด กสท พิจารณาวันที่ 12 ตุลาคมนี้ โดยคาดว่าหากพิจารณาได้ครบทุกประเด็นแล้ว บอร์ด กสท ก็น่าจะอนุมัติให้ดีแทคและทรูมูฟเปิดบริการได้

แม้จะยังต้องรอผลสรุปของคณะกรรมการมาตรา 22 และ 13 พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินกิจการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน) แต่ก็ดูเหมือน “ไม่น่ามีอะไรยากเย็น” หากคณะกรรมการมาตรา 22 และ 13 จะผ่านความเห็นชอบให้ 2 บริษัทมือถือได้ทำบริการ 3G เชิงพาณิชย์โดยเร็ว ใกล้เคียงกับโครงการ 3G ของทีโอที ที่ล่าสุด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) แสดงท่าทีมุ่งมั่นที่จะของร่วมเป็นเอ็มวีเอ็นโอกับทีโอทีแบบเต็มใจ

“วิเชียร เมฆตระการ” หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารบริษัทเอไอเอส แสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยบอกว่า บริษัทลูกในเครือ 2 บริษัท คือ แอดวานซ์ โมบาย ดาต้า จำกัด และบริษัท ไวร์เลส ดีไวซ์ ซัพพลาย จำกัด ได้รับใบอนุญาต (ไลเซ่น) ประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภทที่ 1 แบบไม่มีโครงข่ายสำหรับการให้บริการขายส่งบริการ เป็นระยะเวลา 5 ปี จาก กทช.มาตั้งแต่ช่วง 2 เดือนที่แล้วโดยระหว่างนี้ จะมีการเจรจากับทีโอทีเพื่อขอเข้าไปทำ เอ็มวีเอ็นโอให้กับทีโอที 3G ที่จะขยายการให้บริการไปทั่วประเทศมากขึ้น

“อย่างที่รู้ คือ การประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่น) 3G ของ กทช.ก็ล้มลงไป ดังนั้น เอไอเอสจึงต้องพยายามหาทางที่จะสามารถให้ลูกค้าบริษัทได้ใช้ 3 จีได้ ไม่ว่าจะทางใดก็ตาม เชื่อว่าหากทีโอทีเปิดให้มีเอ็มวีเอ็นโอรายใหม่ เอไอเอสก็น่าจะมีสิทธิ เพราะเรากับทีโอทีก็เป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันมาตลอด และเราก็มีโครงข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศด้วย”

จากนี้ต้องจับตาโครงการ 3G ทีโอที อย่างไม่กะพริบตา ไม่ใช่เพราะเป็นโครงการระดับ 1.9 หมื่นล้านบาท หากแต่จำนวนผู้ร่วมสังฆกรรมในโครงการนี้ โดยเฉพาะกลุ่มซัพพลายเออร์ ที่ทำหน้าที่ติดตั้งอุปกรณ์ ระบบตามสถานีฐานต่างๆ ที่ก่อนหน้านี้ออกมา ระบุว่า มีคนให้ความสนใจแล้ว 5 ราย ได้แก่ บริษัทโนเกีย-ซีเมนส์ บริษัทอีริคสัน (2 รายเดิมในโครงการ 3G กทม. และปริมณฑล) ส่วนอีก 3 ราย คาดว่าจะเป็นบริษัทหัวเว่ย บริษัทสามารถ เทลคอม (แซมเทล) และบริษัทแซดทีอี โดยทั้ง 5 บริษัทนี้ หากสืบให้ลึกลงไป จะได้เห็นถึงความเกี่ยวพัน โยงใย กับกลุ่มก๊วนการเมืองหลายกลุ่มด้วยกัน

ยกตัวอย่าง บริษัทแซมเทล ในเครือสามารถ คอร์ป ที่ก่อนหน้านี้ ทีโอที ปลาบปลื้ม ถึงขนาดเลือกบริษัท “ไอโมบาย” เข้ามาเป็นเอ็มวีเอ็นโอรายแรก และมีเสียงชื่นชมตามมาตลอดว่าเป็นเอ็มวีเอ็นโอที่ “เวิร์ค” ที่สุดแล้ว จึงอาจไม่ตกสงสัยหากครั้งนี้ แซมเทลจะไม่หลุดโผซัพพลายเออร์ที่ ทีโอทีไว้วางใจ

ยิ่ง ครม.ชุดนี้ ระบุว่า ให้ใช้วิธีการประกวดราคาแบบทั่วไป ซึ่งวิธีการประกวดราคาด้วยการรับซองประมูลแบบนี้ ใครๆ ก็รู้ว่า สามารถล็อกสเปคกันได้ง่ายที่สุด! จึงไม่แปลกที่ ครม.ชุดนี้ จะอนุมัติโครงการ 3G ทีโอที ออกมาให้แบบไม่มีเซอร์ไพรส์ ทันทีที่ โครงการ 3G เวอร์ชั่น กทช.ถูกระงับ

เพราะก่อนหน้านี้ คนในแวดวง ต่างประเมินกันว่า 3G เวอร์ชั่น กทช.ไม่มีทางเกิด เพราะถ้ามี 3G ใต้ใบอนุญาตใหม่ นั่นหมายความว่า ระบบโครงสร้างโทรคมไทยในรูปแบบสัมปทานจะหายไปทันที ทุกอย่างต้องเข้าสู่ตามกฎเกณฑ์ใหม่ที่ กทช.ได้วางไว้ รูปแบบการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่ม ก้อน การเมืองต่างๆ จะทำได้ยากมากขึ้น

นักวิชาการอย่าง “ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์” รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้ความเห็นว่า การอนุมัติโครงการ 3G ทีโอที ครั้งนี้ เป็นการแสดงความชัดเจนของรัฐบาล ที่ต้องการหาทางออกให้กับรัฐวิสาหกิจสามารถอยู่รอดได้ ซึ่งการอนุมัติวิธีการประมูลในแบบทั่วไปแทนการประมูลนานาชาติ ก็ยิ่งตอกย้ำว่าเป็นการเร่งให้ 3 จีของทีโอทีเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น

ทั้งนี้ คาดว่าจะเป็นข้อได้เปรียบของทีโอทีกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่รอประมูลไลเซ่นในย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์อย่างน้อย 2 ปี ซึ่งทีโอทีควรจะต้องวางแผนลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งต้องการพาร์ทเนอร์ หรือ “เอ็มวีเอ็นโอ” ที่มีศักยภาพ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่สามารถทำตลาดได้ดีเท่าที่ควร

“การลงทุนก่อนก็ถือว่าเป็นการสร้างความได้เปรียบ มาชดเชยจากความเสียเปรียบที่เดิมทีโอที มีฐานลูกค้า 2G ค่อนข้างน้อย ซึ่งหากทำตลาดดีๆ ก็มีโอกาสที่ทีโอทีจะประสบความสำเร็จได้ และต้องยอมรับว่าการตัดสินใจของรัฐบาลในวันนี้ เป็นการปรับบทบาทให้ทีโอทีทำหน้าที่เป็นโครงข่ายหลัก หรือ Network Operator ไม่ได้ทำโครงข่ายสำหรับการค้าปลีกเหมือนที่ผ่านมา”

อาจารย์สมเกียรติ ให้ความเห็นด้วยว่า ช่วงนี้เป็นจังหวะดีที่รัฐจะแสดงความจริงใจ โดยการเร่งผลักดันการแปรสัญญาสัมปทาน (เค 2) ก่อนที่จะเกิดการประมูลรอบใหม่ มิเช่นนั้น จะทำให้เกิดภาพไม่ดีต่อเจตนาของรัฐบาล

ที่มา: www.bangkokbiznews.com

ที่มา http://www.startpage.in.th/view/133682