สงคราม 3G บนสมรภูมิ “โซเชียลมีเดีย” พลังในโลก (เสมือน) จริง

Home / Mobile & Tablet / สงคราม 3G บนสมรภูมิ “โซเชียลมีเดีย” พลังในโลก (เสมือน) จริง
แม้ในโลกออนไลน์ ไม่ว่าบนเว็บบอร์ดสาธารณะ หรือสื่อสังคมออนไลน์ “เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์” จะมีการติดตามความเคลื่อนไหวของการประมูลใบอนุญาตเพื่อให้บริการ 3G ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ฉับพลันที่การประมูล 3G ต้องสะดุดหยุดลง หลังศาล ปกครองกลางมีคำสั่งกำหนดมาตรการ หรือวิธีการคุ้มครอง เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนพิพากษาให้ กทช.ระงับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตั้งแต่เวลา 19.00 น. วันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา
การประมูลใบอนุญาต 3G ที่ล้มคว่ำคะมำหงาย จึงกลายเป็นประเด็นสุดฮอต ที่มีวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือดในหลายเว็บบอร์ด อาทิ ห้องมาบุญครอง ของเว็บไซต์พันทิปดอทคอม (pantip.com) จนแทบจะเรียกได้ว่ากลายเป็นสมรภูมิย่อย ๆ ของประชาชนคนใช้บริการที่อยากเห็น 3G ในเมืองไทย กับพนักงานและผู้สนับสนุน บมจ.กสท โทรคมนาคม ถึงขั้นกลายเป็นกระทู้แนะนำติด ๆ กันหลายต่อหลายกระทู้
อาทิ “ช่วยกันประณามการกระทำของ CAT ที่ฟ้อง กทช. เพื่อให้ชะลอการประมูล 3G”, “ตอบข้อสงสัยเพื่อให้ได้ความกระจ่างเรื่องการประมูล 3G (กรุณางดใช้อารมณ์)”, กระทู้ VOTE ท่านรับได้หรือไม่ ถ้าจะได้ใช้ 3G 2100 MHz ตามแบบสากล (ไม่ใช่การทดลองฯ) ในปี 2557 เป็นต้น โดยแต่ละกระทู้มีผู้ร่วมแสดงความเห็นทะลุหลักร้อย
ในโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ก็ไม่น้อยหน้ากัน นอกจากมีการตั้งหัวข้อในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์แล้ว ล่าสุดยังมีการรวมกลุ่มกันแบบเฉพาะกิจของกลุ่มผู้สนับสนุน 3G สร้างหน้าเฟซบุ๊ก “มั่นใจ คนไทยเกินล้านต้องการใช้ 3G” (facebook.com/thailandwant3G) และทวิตเตอร์ @thailandwant3g โดยคณะ ผู้จัดทำอธิบายเหตุผลว่า จัดทำขึ้นเพื่อร่วมมือร่วมใจให้เป็นหนึ่งในการเรียกร้องให้คนไทยทั้งประเทศล้ำหน้าตามทันโลกด้วย 3G
บนหน้าโฮมเพจ facebook.com/ thailandwant3G มีคนในสังคมออนไลน์กด like เห็นด้วยเฉียด 3 พันคน หลัง เปิดตัวเพียงไม่กี่วัน ส่วนในทวิตเตอร์มีผู้ติดตามเฉียด 600 คน
ไม่ใช่แค่นั้น “โซเชียลมีเดีย” ยังเป็นแหล่งรวมสารพัดข่าว ทั้งจริง ไม่จริง จนเป็นเหตุให้นักข่าวตัวจริงที่เกาะติดกระแส โซเชียลมีเดียต้องเช็กข่าวตามล่าหาความจริงกันเป็นพัลวัน อาทิ “คำสั่งศาลมาแล้ว”, “บอร์ด กสทฯลาออกยกชุด”, “ถ้าเปิดประมูลแล้ว 2G-3G จะโทรหากันไม่ได้” ถึงขั้นแอบอ้างเป็น กทช.คนนั้น เป็นผู้บริหาร กสทฯคนนั้นก็มี
เช่นในกรณีทวิตเตอร์ของ “กสท โทรคมนาคม” ร้อนถึง “จิรายุทธ รุ่งศรีทอง” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม ต้องทำหนังสือชี้แจง โดยระบุว่า การเผยแพร่ข่าวสารใน twitter ที่ใช้ชื่อว่า @CAT_Telecom และ @CAT_Plc ไม่ได้จัดทำขึ้นโดยบริษัทแต่ประการใด มี account@CAT_PRnews เท่านั้น ที่จัดทำขึ้นโดยฝ่ายส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร เพื่อใช้ในการเผย แพร่ข่าวสารและกิจกรรมของ กสทฯ อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน
“สุภิญญา กลางณรงค์” รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) หรือ @supinya แม้เจ้าตัวจะได้รับเชิญไปงานสัมมนาไกลถึง “บูดาเปสต์” แต่ระยะทางไม่ใช่อุปสรรค ใช้เครือข่าย ทวิตเตอร์สื่อสารกับบรรดาผู้ติดตาม (follower) ที่คิดเห็นตรงกัน ช่วยกันร่างแถลงการณ์รวบรวมรายชื่อกดดันรัฐบาลขอให้ กสทฯทบทวนการฟ้องล้มประมูล 3G
“สุภิญญา” แสดงความเห็นว่า กระแส 3G ในทวิตเตอร์กำลังมาแรง มีคนหนุนอยากให้เกิด 3G เป็นจำนวนมาก จึงได้ร่วมกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก เฟซบุ๊ก “มั่นใจ คนไทยเกินล้านต้องการใช้ 3G : facebook.com/ thailandwant3G” ร่างแถลงการณ์สด ๆ ผ่านทวิตเตอร์จากฮังการี เพื่อรวบรวม ประชาชนที่เห็นประโยชน์ของ 3G โดยเมื่อร่างแถลงการณ์เสร็จแล้ว จะทำเป็น ออนไลน์ลิงก์ไปให้ประชาชนทุกคนที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้มาลงชื่อร่วมกัน (ร่วมลง ชื่อได้ที่ http:// bit.ly/thai3g-form) และ จะยื่นแถลงการณ์ผ่านสื่อออนไลน์ เป็นจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล รวมถึงการยื่นเอกสารทางกายภาพด้วย
“เวลานี้การประมูล 3G ยืดออกไปด้วยคำสั่งศาล ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีกระแสสังคมสงสัยว่ามีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะการหยุดชะงักครั้งนี้เกิดจากการฟ้องของ กสทฯซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบและกำกับดูแลโดยตรง การรวมรวบรายชื่อจะเป็นการกดดันรัฐบาลให้แสดงความรับผิดชอบในการแก้ปัญหา หรือแสดงท่าทีอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยหวังว่าที่สุดแล้วจะทำให้ กสทฯถอนฟ้องได้”
เมื่อร่างแถลงการณ์เป็นข้อ ๆ แล้ว จะทำเป็นออนไลน์ลิงก์ไปให้ประชาชนทุกคนที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้มาลงชื่อร่วมกัน และจะยื่นแถลงการณ์ผ่านสื่อออนไลน์เป็นจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล รวมถึงการยื่นเอกสารทางกายภาพด้วย
“ปัจจุบันอยู่ในยุคสารสนเทศ ทุกคนอยู่ในเน็ตเวิร์กของการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและแสดงความคิดเห็น แม้แต่คนในรัฐบาลก็เป็นส่วนหนึ่งของเน็ตเวิร์ก จึงถึงเวลาที่จะใช้พลังสารสนเทศกระตุ้นให้เกิด 3G ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างถนนสารสนเทศในการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน”
ด้าน “สฤณี อาชวานันทกุล” นักวิชาการอิสระ อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และบรรณาธิการเว็บไซต์โอเพ่นออนไลน์ ให้ความเห็นว่า สังคมไทยเริ่มเห็นปรากฏการณ์แบบนี้มาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่การรวมตัวขึ้นเปิดโปงเครื่องดักจับระเบิด GT200 หรือ “ไม้ล้างป่าช้าไฮเทค” เมื่อคนไทยอินกับ 3G มาก จึงไม่แปลกที่จะเห็นการรวมตัวเช่นนี้อีก
“สิ่งที่ Social Network ทำหน้าที่ได้ดีมากคือการรวบรวมคนที่อินกับสิ่งเดียวกันไว้ ด้วยกัน ซึ่งอาจสร้างสมาชิกเพิ่มได้เรื่อย ๆ แต่ประเด็นที่สำคัญคือจำนวนคนมาก ๆ สามารถทำอะไรได้ให้เกิดขึ้นได้บ้าง ซึ่งผล ออกมาอาจไม่เหมือนกันในแต่ละกรณี”
อาทิ กรณีแสดงความเห็นเพื่อแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แม้จะมีคนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้มากมาย แต่สุดท้ายหากต้องการให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.นี้จริง ๆ ต้อง เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ บทบาทที่ประชาชนทำได้ คือรวบรวมรายชื่อ สำเนาบัตรประชาชนให้ได้ 50,000 ชื่อ เพื่อขอแก้ไขกฎหมาย ซึ่งก็อาจแก้ไขไม่ได้ตามที่ต้องการ
แต่บางกรณีแค่ทำให้คนที่เกี่ยวข้อง เห็นความต้องการของประชาชน สร้างแรงกดดันในสังคม ก็สร้างผลกระทบต่อสังคมได้ ซึ่งจำนวนคนอาจไม่ใช่ตัวแปรสำคัญก็ได้
“กรณี GT200 เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะการทำความจริงให้ปรากฏแม้เพียงกระทู้เดียวในเว็บไซต์พันทิป ก็สร้างผลกระทบได้ เพราะมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่มา หักล้างความเชื่อทั้งหมด ไม่ต้องมีคนดูเป็น 100 ก็ได้เนื้อหาตรงประเด็น จนกลายเป็นเรื่องที่สื่อกระแสหลักนำไปเผยแพร่ต่อ”
แม้แต่กรณีของ “สนิฟเฟอร์” หรือระบบการดักจับข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แค่มีข่าวว่ากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มีแนวคิดจะนำมาใช้ก็มีการรวมตัวต่อต้านผ่าน โซเชียลเน็ตเวิร์ก เพียงไม่กี่วัน มีสมาชิกกว่า 2,000 คน เพราะแค่ “คลิก Link” ง่าย ๆ สำหรับ เข้าร่วมกลุ่ม ยิ่งคนรู้สึกว่ากระทบกับผล ประโยชน์ส่วนตัวด้วยแล้ว
“แต่ละกรณีไม่อาจบอกได้ว่าต้องมีสมาชิกเท่าไร จึงจะมีผลกระทบกับสังคม แม้แต่กรณีสนิฟเฟอร์ มีสมาชิกรวมตัวต่อต้านเยอะ แต่ไม่มีหลักประกันว่ารัฐบาลจะไม่นำมาใช้ เพียงแต่ละคนได้ทำบทบาทของตัวเอง ปัจจัยใหม่ที่จะทำให้เกิดกระแส คือการที่สื่อหลักหยิบประเด็นพวกนี้ไปเล่นต่อ อย่างกรณี 3G ศาลก็คือศาล แม้สมาชิกเป็นแสนคน ก็ไม่อาจทำให้ศาลเปลี่ยนคำตัดสินได้ เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย แต่อาจทำให้กระทรวงไอซีที กสทฯ แม้แต่รัฐบาล ออกมาเปลี่ยนท่าทีได้”
ส่วนความดุเดือดในสมรภูมิข้อมูลข่าวสาร “สฤณี” กล่าวว่า เมื่อโซเชียลมีเดียคือกระจกสะท้อนสังคมจริงที่เราใช้ชีวิตอยู่จึงไม่อาจคาดหวังให้แตกต่างได้ การอยู่ในโลกออนไลน์ จึงต้องมีทักษะในการใช้ชีวิตคืออย่าเชื่อเพราะว่าเขาเป็นคนที่น่าเชื่อถืออย่าเชื่อว่าจะไม่มีการโกรธ หลอกลวง สร้างภาพ

แม้ในโลกออนไลน์ ไม่ว่าบนเว็บบอร์ดสาธารณะ หรือสื่อสังคมออนไลน์ “เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์” จะมีการติดตามความเคลื่อนไหวของการประมูลใบอนุญาตเพื่อให้บริการ 3G ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ฉับพลันที่การประมูล 3G ต้องสะดุดหยุดลง หลังศาล ปกครองกลางมีคำสั่งกำหนดมาตรการ หรือวิธีการคุ้มครอง เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนพิพากษาให้ กทช.ระงับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตั้งแต่เวลา 19.00 น. วันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา

การประมูลใบอนุญาต 3G ที่ล้มคว่ำคะมำหงาย จึงกลายเป็นประเด็นสุดฮอต ที่มีวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือดในหลายเว็บบอร์ด อาทิ ห้องมาบุญครอง ของเว็บไซต์พันทิปดอทคอม (pantip.com) จนแทบจะเรียกได้ว่ากลายเป็นสมรภูมิย่อย ๆ ของประชาชนคนใช้บริการที่อยากเห็น 3G ในเมืองไทย กับพนักงานและผู้สนับสนุน บมจ.กสท โทรคมนาคม ถึงขั้นกลายเป็นกระทู้แนะนำติด ๆ กันหลายต่อหลายกระทู้

อาทิ “ช่วยกันประณามการกระทำของ CAT ที่ฟ้อง กทช. เพื่อให้ชะลอการประมูล 3G”, “ตอบข้อสงสัยเพื่อให้ได้ความกระจ่างเรื่องการประมูล 3G (กรุณางดใช้อารมณ์)”, กระทู้ VOTE ท่านรับได้หรือไม่ ถ้าจะได้ใช้ 3G 2100 MHz ตามแบบสากล (ไม่ใช่การทดลองฯ) ในปี 2557 เป็นต้น โดยแต่ละกระทู้มีผู้ร่วมแสดงความเห็นทะลุหลักร้อย

ในโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ก็ไม่น้อยหน้ากัน นอกจากมีการตั้งหัวข้อในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์แล้ว ล่าสุดยังมีการรวมกลุ่มกันแบบเฉพาะกิจของกลุ่มผู้สนับสนุน 3G สร้างหน้าเฟซบุ๊ก “มั่นใจ คนไทยเกินล้านต้องการใช้ 3G” (facebook.com/thailandwant3G) และทวิตเตอร์ @thailandwant3g โดยคณะ ผู้จัดทำอธิบายเหตุผลว่า จัดทำขึ้นเพื่อร่วมมือร่วมใจให้เป็นหนึ่งในการเรียกร้องให้คนไทยทั้งประเทศล้ำหน้าตามทันโลกด้วย 3G

บนหน้าโฮมเพจ facebook.com/ thailandwant3G มีคนในสังคมออนไลน์กด like เห็นด้วยเฉียด 3 พันคน หลัง เปิดตัวเพียงไม่กี่วัน ส่วนในทวิตเตอร์มีผู้ติดตามเฉียด 600 คน

ไม่ใช่แค่นั้น “โซเชียลมีเดีย” ยังเป็นแหล่งรวมสารพัดข่าว ทั้งจริง ไม่จริง จนเป็นเหตุให้นักข่าวตัวจริงที่เกาะติดกระแส โซเชียลมีเดียต้องเช็กข่าวตามล่าหาความจริงกันเป็นพัลวัน อาทิ “คำสั่งศาลมาแล้ว”, “บอร์ด กสทฯลาออกยกชุด”, “ถ้าเปิดประมูลแล้ว 2G-3G จะโทรหากันไม่ได้” ถึงขั้นแอบอ้างเป็น กทช.คนนั้น เป็นผู้บริหาร กสทฯคนนั้นก็มี

เช่นในกรณีทวิตเตอร์ของ “กสท โทรคมนาคม” ร้อนถึง “จิรายุทธ รุ่งศรีทอง” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม ต้องทำหนังสือชี้แจง โดยระบุว่า การเผยแพร่ข่าวสารใน twitter ที่ใช้ชื่อว่า @CAT_Telecom และ @CAT_Plc ไม่ได้จัดทำขึ้นโดยบริษัทแต่ประการใด มี account@CAT_PRnews เท่านั้น ที่จัดทำขึ้นโดยฝ่ายส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร เพื่อใช้ในการเผย แพร่ข่าวสารและกิจกรรมของ กสทฯ อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน

“สุภิญญา กลางณรงค์” รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) หรือ @supinya แม้เจ้าตัวจะได้รับเชิญไปงานสัมมนาไกลถึง “บูดาเปสต์” แต่ระยะทางไม่ใช่อุปสรรค ใช้เครือข่าย ทวิตเตอร์สื่อสารกับบรรดาผู้ติดตาม (follower) ที่คิดเห็นตรงกัน ช่วยกันร่างแถลงการณ์รวบรวมรายชื่อกดดันรัฐบาลขอให้ กสทฯทบทวนการฟ้องล้มประมูล 3G

“สุภิญญา” แสดงความเห็นว่า กระแส 3G ในทวิตเตอร์กำลังมาแรง มีคนหนุนอยากให้เกิด 3G เป็นจำนวนมาก จึงได้ร่วมกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก เฟซบุ๊ก “มั่นใจ คนไทยเกินล้านต้องการใช้ 3G : facebook.com/ thailandwant3G” ร่างแถลงการณ์สด ๆ ผ่านทวิตเตอร์จากฮังการี เพื่อรวบรวม ประชาชนที่เห็นประโยชน์ของ 3G โดยเมื่อร่างแถลงการณ์เสร็จแล้ว จะทำเป็น ออนไลน์ลิงก์ไปให้ประชาชนทุกคนที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้มาลงชื่อร่วมกัน (ร่วมลง ชื่อได้ที่ http:// bit.ly/thai3g-form) และ จะยื่นแถลงการณ์ผ่านสื่อออนไลน์ เป็นจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล รวมถึงการยื่นเอกสารทางกายภาพด้วย

“เวลานี้การประมูล 3G ยืดออกไปด้วยคำสั่งศาล ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีกระแสสังคมสงสัยว่ามีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะการหยุดชะงักครั้งนี้เกิดจากการฟ้องของ กสทฯซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบและกำกับดูแลโดยตรง การรวมรวบรายชื่อจะเป็นการกดดันรัฐบาลให้แสดงความรับผิดชอบในการแก้ปัญหา หรือแสดงท่าทีอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยหวังว่าที่สุดแล้วจะทำให้ กสทฯถอนฟ้องได้”

เมื่อร่างแถลงการณ์เป็นข้อ ๆ แล้ว จะทำเป็นออนไลน์ลิงก์ไปให้ประชาชนทุกคนที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้มาลงชื่อร่วมกัน และจะยื่นแถลงการณ์ผ่านสื่อออนไลน์เป็นจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล รวมถึงการยื่นเอกสารทางกายภาพด้วย

“ปัจจุบันอยู่ในยุคสารสนเทศ ทุกคนอยู่ในเน็ตเวิร์กของการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและแสดงความคิดเห็น แม้แต่คนในรัฐบาลก็เป็นส่วนหนึ่งของเน็ตเวิร์ก จึงถึงเวลาที่จะใช้พลังสารสนเทศกระตุ้นให้เกิด 3G ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างถนนสารสนเทศในการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน”

ด้าน “สฤณี อาชวานันทกุล” นักวิชาการอิสระ อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และบรรณาธิการเว็บไซต์โอเพ่นออนไลน์ ให้ความเห็นว่า สังคมไทยเริ่มเห็นปรากฏการณ์แบบนี้มาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่การรวมตัวขึ้นเปิดโปงเครื่องดักจับระเบิด GT200 หรือ “ไม้ล้างป่าช้าไฮเทค” เมื่อคนไทยอินกับ 3G มาก จึงไม่แปลกที่จะเห็นการรวมตัวเช่นนี้อีก

“สิ่งที่ Social Network ทำหน้าที่ได้ดีมากคือการรวบรวมคนที่อินกับสิ่งเดียวกันไว้ ด้วยกัน ซึ่งอาจสร้างสมาชิกเพิ่มได้เรื่อย ๆ แต่ประเด็นที่สำคัญคือจำนวนคนมาก ๆ สามารถทำอะไรได้ให้เกิดขึ้นได้บ้าง ซึ่งผล ออกมาอาจไม่เหมือนกันในแต่ละกรณี”

อาทิ กรณีแสดงความเห็นเพื่อแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แม้จะมีคนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้มากมาย แต่สุดท้ายหากต้องการให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.นี้จริง ๆ ต้อง เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ บทบาทที่ประชาชนทำได้ คือรวบรวมรายชื่อ สำเนาบัตรประชาชนให้ได้ 50,000 ชื่อ เพื่อขอแก้ไขกฎหมาย ซึ่งก็อาจแก้ไขไม่ได้ตามที่ต้องการ

แต่บางกรณีแค่ทำให้คนที่เกี่ยวข้อง เห็นความต้องการของประชาชน สร้างแรงกดดันในสังคม ก็สร้างผลกระทบต่อสังคมได้ ซึ่งจำนวนคนอาจไม่ใช่ตัวแปรสำคัญก็ได้

“กรณี GT200 เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะการทำความจริงให้ปรากฏแม้เพียงกระทู้เดียวในเว็บไซต์พันทิป ก็สร้างผลกระทบได้ เพราะมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่มา หักล้างความเชื่อทั้งหมด ไม่ต้องมีคนดูเป็น 100 ก็ได้เนื้อหาตรงประเด็น จนกลายเป็นเรื่องที่สื่อกระแสหลักนำไปเผยแพร่ต่อ”

แม้แต่กรณีของ “สนิฟเฟอร์” หรือระบบการดักจับข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แค่มีข่าวว่ากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มีแนวคิดจะนำมาใช้ก็มีการรวมตัวต่อต้านผ่าน โซเชียลเน็ตเวิร์ก เพียงไม่กี่วัน มีสมาชิกกว่า 2,000 คน เพราะแค่ “คลิก Link” ง่าย ๆ สำหรับ เข้าร่วมกลุ่ม ยิ่งคนรู้สึกว่ากระทบกับผล ประโยชน์ส่วนตัวด้วยแล้ว

“แต่ละกรณีไม่อาจบอกได้ว่าต้องมีสมาชิกเท่าไร จึงจะมีผลกระทบกับสังคม แม้แต่กรณีสนิฟเฟอร์ มีสมาชิกรวมตัวต่อต้านเยอะ แต่ไม่มีหลักประกันว่ารัฐบาลจะไม่นำมาใช้ เพียงแต่ละคนได้ทำบทบาทของตัวเอง ปัจจัยใหม่ที่จะทำให้เกิดกระแส คือการที่สื่อหลักหยิบประเด็นพวกนี้ไปเล่นต่อ อย่างกรณี 3G ศาลก็คือศาล แม้สมาชิกเป็นแสนคน ก็ไม่อาจทำให้ศาลเปลี่ยนคำตัดสินได้ เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย แต่อาจทำให้กระทรวงไอซีที กสทฯ แม้แต่รัฐบาล ออกมาเปลี่ยนท่าทีได้”

ส่วนความดุเดือดในสมรภูมิข้อมูลข่าวสาร “สฤณี” กล่าวว่า เมื่อโซเชียลมีเดียคือกระจกสะท้อนสังคมจริงที่เราใช้ชีวิตอยู่จึงไม่อาจคาดหวังให้แตกต่างได้ การอยู่ในโลกออนไลน์ จึงต้องมีทักษะในการใช้ชีวิตคืออย่าเชื่อเพราะว่าเขาเป็นคนที่น่าเชื่อถืออย่าเชื่อว่าจะไม่มีการโกรธ หลอกลวง สร้างภาพ

ที่มา: www.wiseknow.com

ที่มา http://www.startpage.in.th/view/131195