แกะปม “กสทฯ-ทีโอที” น็อก 3G “วรเจตน์” ข้องใจ คำสั่งคุ้มครอง

Home / Mobile & Tablet / แกะปม “กสทฯ-ทีโอที” น็อก 3G “วรเจตน์” ข้องใจ คำสั่งคุ้มครอง
หลังคำสั่งศาลปกครองส่งผลให้การประมูล 3G ต้องหยุดชะงัก พันเอกนที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) แก้เกม โดยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งจะชี้แจงให้ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า ที่ผ่านมา กทช.ได้ผลักดันโครงการดังกล่าวมานานกว่า 4 ปี จนมาถึงขั้นตอนเปิดประมูลแล้ว
กรรมการ กทช.ย้ำว่า การเปิดประมูลใบอนุญาต 3G นั้น แม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวปาฐกถาในงาน 3.9G Expo ว่า 3G จะส่งผลทางเศรษฐกิจราว 2.4-4 แสนล้านบาท ซึ่งตนเชื่อว่ายังมีมูลค่าเพิ่มแฝงอีกมากที่ประเมินไม่ได้ อาทิ การเป็นช่องทางในการเข้าถึงความรู้ของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่เพียง 10% ของประเทศ
ส่วนการที่ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองนั้น ทั้ง 2 บริษัทมีสิทธิที่จะปกป้องผลประโยชน์ขององค์กร แต่ กทช.มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์สาธารณะ และจำเป็นต้องใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ตามช่องทางที่มี
ทั้งนี้ ในช่วงเช้าวันที่ 17 ก.ย. 53 บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นฟ้อง กทช. ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนประกาศของ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราว ไม่ให้มีการประมูล 3G ซึ่งศาลปกครองได้รับคำร้องของทีโอทีเพื่อพิจารณาแล้ว
รายงานข่าวจาก กทช.แจ้งว่า ศาลปกครองจะส่งผลการอุทธรณ์ของ กทช.ทางแฟกซ์ภายในเวลา 5 ทุ่ม คืนวันที่ 17 ก.ย.นี้ หากยืนตามศาลปกครองกลาง ก็เท่ากับว่าการประมูลต้องยุติ
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เรื่องดังกล่าวมีความเป็นไปได้ใน 3 แนวทางด้วยกัน ทางแรก คือ กทช.จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลาง ถ้าศาลปกครองสูงสุดกลับคำตัดสินไม่ให้มีการคุ้มครองชั่วคราว การประมูลใบอนุญาต 3G ก็จะเดินหน้าต่อไป แนวทางถัดมา ศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลปกครองกลาง ถ้ากฎหมาย กสทช.ออกมาได้เร็วในสมัยประชุมนี้ มีการตั้ง กสทช.ได้ภายใน 6 เดือน การประมูลใบอนุญาต 3G ก็จะเกิดขึ้นได้ภายใน 1 ปีหลังจากนี้ ความเสียหายที่เกิดก็จะไม่เยอะมาก
แต่ถ้าเป็นแนวทางที่ 3 ศาลปกครองใช้เวลาในการพิจารณา นานกว่าจะมีคำตัดสินออกมา ประกอบกับกฎหมายจัดตั้งองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ หรือ กสทช.มีความล่าช้า ผลกระทบในวงเล็ก เกิดกับผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือ 3 ราย และบริการเกี่ยวเนื่องต่าง ๆ เช่น คอนเทนต์โพรไวเดอร์ เป็นต้น
ขณะที่ “วรเจตน์ ภาคีรัตน์” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนี้น่าจะมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย เพราะเหตุผลที่ศาลระบุไว้ในคำสั่ง ก็เนื่องจากผู้ฟ้องคดี คือ บมจ.กสท โทรคมนาคม ได้มีคำร้อง ฉบับวันที่ 13 ก.ย. 2553 ขอให้ศาลส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า มาตรา 46 มาตรา 51 และมาตรา 63 แห่ง พ.ร.บ.องค์การจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติในมาตรา 47 วรรคสอง ประกอบมาตรา 305 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หรือไม่
และทางศาลได้เห็นว่า เมื่อจะต้องใช้บทบัญญัติดังกล่าวในการบังคับแก่คดีเพื่อวินิจฉัยถึงการกระทำของ กทช. ศาลจึงต้องส่งความเห็นดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งตามมาตรา 211 วรรค 1 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 บัญญัติว่า ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยข้อปัญหานี้ ให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
“ฉะนั้น เมื่อศาลปกครองกลางได้ส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ต้องรอให้มีคำวินิจฉัยออกมาก่อนจะพิพากษาคดีไม่ได้ ซึ่งคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว มีสภาพเป็นคำสั่งทางคดี ซึ่งลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนกับคำพิพากษาอย่างหนึ่ง ศาลจึงทำการออกคำสั่งนี้ไม่ได้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ที่ต้องทำ คือส่งประเด็นที่สงสัยว่ามีการ ขัดกับรัฐธรรมนูญส่งไปศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็รอ เมื่อยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาล กฎหมายนั้นก็ยังมีผลใช้ได้ต่อไป”
นายวรเจตน์กล่าวอีกว่า หากจะมองว่า ปล่อยให้ประมูลต่อไปจะเกิดความเสียหาย ก็ต้องมองในทางกลับกันว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ความเสียหายก็เกิดขึ้นเช่นกัน การชะลอเกิดความเสียหายต่อส่วนรวม
ขณะที่ในเนื้อของคดีที่มีการฟ้องร้องกัน หากมองว่า กทช.ไม่มีอำนาจจะกระทบต่อบริการสาธารณะด้านโทรคมนาคมทั้งหมด ทำให้การกำกับดูแลและการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้เดินหน้าไม่ได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ในกรณนี้จึงจะเอาประโยชน์ของ กสทฯ ใหญ่กว่าประโยชน์สาธารณะไม่ได้

หลังคำสั่งศาลปกครองส่งผลให้การประมูล 3G ต้องหยุดชะงัก พันเอกนที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) แก้เกม โดยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งจะชี้แจงให้ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า ที่ผ่านมา กทช.ได้ผลักดันโครงการดังกล่าวมานานกว่า 4 ปี จนมาถึงขั้นตอนเปิดประมูลแล้ว

กรรมการ กทช.ย้ำว่า การเปิดประมูลใบอนุญาต 3G นั้น แม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวปาฐกถาในงาน 3.9G Expo ว่า 3G จะส่งผลทางเศรษฐกิจราว 2.4-4 แสนล้านบาท ซึ่งตนเชื่อว่ายังมีมูลค่าเพิ่มแฝงอีกมากที่ประเมินไม่ได้ อาทิ การเป็นช่องทางในการเข้าถึงความรู้ของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่เพียง 10% ของประเทศ

ส่วนการที่ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองนั้น ทั้ง 2 บริษัทมีสิทธิที่จะปกป้องผลประโยชน์ขององค์กร แต่ กทช.มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์สาธารณะ และจำเป็นต้องใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ตามช่องทางที่มี

ทั้งนี้ ในช่วงเช้าวันที่ 17 ก.ย. 53 บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นฟ้อง กทช. ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนประกาศของ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราว ไม่ให้มีการประมูล 3G ซึ่งศาลปกครองได้รับคำร้องของทีโอทีเพื่อพิจารณาแล้ว

รายงานข่าวจาก กทช.แจ้งว่า ศาลปกครองจะส่งผลการอุทธรณ์ของ กทช.ทางแฟกซ์ภายในเวลา 5 ทุ่ม คืนวันที่ 17 ก.ย.นี้ หากยืนตามศาลปกครองกลาง ก็เท่ากับว่าการประมูลต้องยุติ

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เรื่องดังกล่าวมีความเป็นไปได้ใน 3 แนวทางด้วยกัน ทางแรก คือ กทช.จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลาง ถ้าศาลปกครองสูงสุดกลับคำตัดสินไม่ให้มีการคุ้มครองชั่วคราว การประมูลใบอนุญาต 3G ก็จะเดินหน้าต่อไป แนวทางถัดมา ศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลปกครองกลาง ถ้ากฎหมาย กสทช.ออกมาได้เร็วในสมัยประชุมนี้ มีการตั้ง กสทช.ได้ภายใน 6 เดือน การประมูลใบอนุญาต 3G ก็จะเกิดขึ้นได้ภายใน 1 ปีหลังจากนี้ ความเสียหายที่เกิดก็จะไม่เยอะมาก

แต่ถ้าเป็นแนวทางที่ 3 ศาลปกครองใช้เวลาในการพิจารณา นานกว่าจะมีคำตัดสินออกมา ประกอบกับกฎหมายจัดตั้งองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ หรือ กสทช.มีความล่าช้า ผลกระทบในวงเล็ก เกิดกับผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือ 3 ราย และบริการเกี่ยวเนื่องต่าง ๆ เช่น คอนเทนต์โพรไวเดอร์ เป็นต้น

ขณะที่ “วรเจตน์ ภาคีรัตน์” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนี้น่าจะมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย เพราะเหตุผลที่ศาลระบุไว้ในคำสั่ง ก็เนื่องจากผู้ฟ้องคดี คือ บมจ.กสท โทรคมนาคม ได้มีคำร้อง ฉบับวันที่ 13 ก.ย. 2553 ขอให้ศาลส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า มาตรา 46 มาตรา 51 และมาตรา 63 แห่ง พ.ร.บ.องค์การจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติในมาตรา 47 วรรคสอง ประกอบมาตรา 305 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หรือไม่

และทางศาลได้เห็นว่า เมื่อจะต้องใช้บทบัญญัติดังกล่าวในการบังคับแก่คดีเพื่อวินิจฉัยถึงการกระทำของ กทช. ศาลจึงต้องส่งความเห็นดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งตามมาตรา 211 วรรค 1 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 บัญญัติว่า ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยข้อปัญหานี้ ให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

“ฉะนั้น เมื่อศาลปกครองกลางได้ส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ต้องรอให้มีคำวินิจฉัยออกมาก่อนจะพิพากษาคดีไม่ได้ ซึ่งคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว มีสภาพเป็นคำสั่งทางคดี ซึ่งลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนกับคำพิพากษาอย่างหนึ่ง ศาลจึงทำการออกคำสั่งนี้ไม่ได้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ที่ต้องทำ คือส่งประเด็นที่สงสัยว่ามีการ ขัดกับรัฐธรรมนูญส่งไปศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็รอ เมื่อยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาล กฎหมายนั้นก็ยังมีผลใช้ได้ต่อไป”

นายวรเจตน์กล่าวอีกว่า หากจะมองว่า ปล่อยให้ประมูลต่อไปจะเกิดความเสียหาย ก็ต้องมองในทางกลับกันว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ความเสียหายก็เกิดขึ้นเช่นกัน การชะลอเกิดความเสียหายต่อส่วนรวม

ขณะที่ในเนื้อของคดีที่มีการฟ้องร้องกัน หากมองว่า กทช.ไม่มีอำนาจจะกระทบต่อบริการสาธารณะด้านโทรคมนาคมทั้งหมด ทำให้การกำกับดูแลและการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้เดินหน้าไม่ได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ในกรณนี้จึงจะเอาประโยชน์ของ กสทฯ ใหญ่กว่าประโยชน์สาธารณะไม่ได้

ที่มา: www.prachachat.net

ที่มา http://www.startpage.in.th/view/130053