3G โดมิโนทุบแผนลงทุนชะงัก กระทบความเชื่อมั่น-ค่ายมือถือซึมรอ 2 ปี

Home / Mobile & Tablet / 3G โดมิโนทุบแผนลงทุนชะงัก กระทบความเชื่อมั่น-ค่ายมือถือซึมรอ 2 ปี

ล้มประมูล 3G ส่งผลเป็นโดมิโน หุ้นมือถือ 3 ค่ายวูบทันที หวั่นนักลงทุนต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นซ้ำรอย “มาบตาพุด” ขณะที่แผนลงทุนของเอไอเอส-ดีแทค-ทรู หลายหมื่นล้านชะงัก ทำใจหากต้องรอ กสทช. อาจใช้เวลาอีกถึง 2 ปี ธุรกิจอีคอมเมิร์ซฝันค้าง ผู้ค้าอุปกรณ์ทั้งโน้ตบุ๊ก-สมาร์ทโฟนหงอยสนิท ส่วนค่ายเพลงดังแกรมมี่ส่อเค้าลงทุน 1,000 ล้านเก้อ “เฮียฮ้อ” เศร้าใจลั่น “สงสารประเทศไทย”

หลังจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนพิพากษา ให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ระงับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz และการดำเนินการต่อไปตามประกาศของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตั้งแต่เวลา 19.00 น. วันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา
ซึ่งมีผลให้การจัดประมูลให้ใบอนุญาตให้บริการ 3G ของ กทช. ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 20 ก.ย.นี้ ต้องถูกระงับไว้ในที่สุดนั้น
แม้ความเคลื่อนไหวล่าสุด กทช.จะยื่นหนังสืออุทธรณ์ต่อศาลปกครองไปในวันที่ 17 ก.ย. 2553 และอยู่ในระหว่างรอคำวินิจฉัยว่า จะยังดำเนินการประมูลในวันที่ 20 ก.ย. 2553 ต่อไปได้หรือไม่ แต่ผลกระทบในหลาย ๆ ด้านก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นราคาหุ้นของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้ง 3 รายใหญ่ซึ่งลดลงอย่างหนักในวันซื้อขายวันที่ 17 ก.ย. 2553 การเสียโอกาสในการขยายตัวของอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม แผนลงทุนที่มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทที่จะต้องชะลอออกไป การเสียโอกาสของธุรกิจต่อเนื่องทั้งผู้ผลิตสื่อ-ผู้ผลิตเนื้อหาที่คาดหวังไว้สูงกับการเกิดขึ้นของ 3 จี ความสูญเสียที่ กทช.ใช้งบประมาณเตรียมการประมูลรวมถึงจัดกิจกรรมอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญที่สุดคือประเด็นทางกฎหมาย คำสั่งจากศาลปกครองกลายเป็นปัจจัยที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะคล้าย ๆ กันมาแล้วในกรณีมาบตาพุด
นายกฯรับกระทบลงทุน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า กทช.ก็คงต้องอุทธรณ์ และเมื่อศาลวินิจฉัยอย่างไร กทช.ก็ต้องปฏิบัติตามนั้น แต่ว่าในส่วนของรัฐบาลที่สามารถทำได้ตอนนี้คือขอให้กรรมการประสานงานเร่งผลักดันกฎหมาย กสทช.
นายกรัฐมนตรียอมรับว่า มีผลกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติ แม้ว่ารัฐบาลอยากให้เดินหน้า แต่ว่าถ้าเดินหน้าไปแล้วมันมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายภายหลังอีกก็เป็นอย่างที่ศาลชี้

หลังจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนพิพากษา ให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ระงับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz และการดำเนินการต่อไปตามประกาศของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตั้งแต่เวลา 19.00 น. วันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา

ซึ่งมีผลให้การจัดประมูลให้ใบอนุญาตให้บริการ 3G ของ กทช. ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 20 ก.ย.นี้ ต้องถูกระงับไว้ในที่สุดนั้น

แม้ความเคลื่อนไหวล่าสุด กทช.จะยื่นหนังสืออุทธรณ์ต่อศาลปกครองไปในวันที่ 17 ก.ย. 2553 และอยู่ในระหว่างรอคำวินิจฉัยว่า จะยังดำเนินการประมูลในวันที่ 20 ก.ย. 2553 ต่อไปได้หรือไม่ แต่ผลกระทบในหลาย ๆ ด้านก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นราคาหุ้นของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้ง 3 รายใหญ่ซึ่งลดลงอย่างหนักในวันซื้อขายวันที่ 17 ก.ย. 2553 การเสียโอกาสในการขยายตัวของอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม แผนลงทุนที่มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทที่จะต้องชะลอออกไป การเสียโอกาสของธุรกิจต่อเนื่องทั้งผู้ผลิตสื่อ-ผู้ผลิตเนื้อหาที่คาดหวังไว้สูงกับการเกิดขึ้นของ 3 จี ความสูญเสียที่ กทช.ใช้งบประมาณเตรียมการประมูลรวมถึงจัดกิจกรรมอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญที่สุดคือประเด็นทางกฎหมาย คำสั่งจากศาลปกครองกลายเป็นปัจจัยที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะคล้าย ๆ กันมาแล้วในกรณีมาบตาพุด

นายกฯรับกระทบลงทุน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า กทช.ก็คงต้องอุทธรณ์ และเมื่อศาลวินิจฉัยอย่างไร กทช.ก็ต้องปฏิบัติตามนั้น แต่ว่าในส่วนของรัฐบาลที่สามารถทำได้ตอนนี้คือขอให้กรรมการประสานงานเร่งผลักดันกฎหมาย กสทช.

นายกรัฐมนตรียอมรับว่า มีผลกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติ แม้ว่ารัฐบาลอยากให้เดินหน้า แต่ว่าถ้าเดินหน้าไปแล้วมันมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายภายหลังอีกก็เป็นอย่างที่ศาลชี้

หุ้นสื่อสารวูบทั้งแผง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่มีข่าว “ประมูล 3 จีล่ม” ตลาดหุ้นแกว่งตัวแรงในวันที่ 17 ก.ย. 2553 ที่ผ่านมา โดยเปิดตลาดที่ 924.81 จุด จากแรงขายในหุ้นกลุ่มสื่อสารที่ผิดหวังข่าวดังกล่าว โดยดัชนีลงต่ำสุดในระหว่างวันที่ 917.18 จุด-7.63 จุด หรือ 0.83% จากปิดตลาดวันก่อนหน้า แต่ก็จะดีดตัวขึ้นมาปิดตลาดที่ 923.57 จุด-1.24 จุด โดยหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดของตลาด ได้แก่ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ราคาปิดที่ 5.10 บาท ลดลง 1.70 บาท หรือ 25% บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ราคาปิดที่ 89.50 บาท ลดลง 5.50 บาท หรือ 8.67% และ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ราคาปิดที่ 39 บาท ลดลง 6.50% หรือ 14.29%

นายธวัชชัย อัศวพรไชย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสารมากพอสมควร โดยเฉพาะ 3 หุ้นดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นหุ้นใหญ่อยู่ในกลุ่ม SET 50 ดังนั้นเมื่อมีข่าว 3G ยืดเยื้อ จึงมีความเป็นไปได้ว่า นักลงทุนต่างชาติ จะมีการปรับพอร์ตลงทุนเพื่อรอดูทิศทางต่อไป

ชี้กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีในตลาดหุ้นไทยปรับตัวลง ส่วนใหญ่มาจากความกังวลมาตรการค่าเงินของทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มากกว่า เรื่อง 3 จีมีผลกระทบเพียง 2 วันที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ยอมรับว่าจากความไม่แน่นอน ของมาตรการทางการที่ออกมาต่าง ๆ ดังกล่าวมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ส่วนนักลงทุนในประเทศก็ควรใช้ดุลพินิจและใช้ความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า การชะลอประมูลคลื่น 3G ออกไป ไม่ได้สร้างผลลบต่อธนาคาร เพียงแต่ไม่ได้มีการปล่อยสินเชื่อเท่านั้น โดยธนาคารได้เตรียมวงเงินไว้สำหรับปล่อยโครงการ 3G ปีนี้ 5,000-10,000 ล้านบาท ซึ่งหากการประมูลเดินหน้าต่อ คาดว่าผู้ชนะการประมูลจะใช้เงินลงทุนใน 3-5 ปีข้างหน้า รายละกว่า 1 แสนล้านบาท

“แบงก์ไม่ได้มีความเสียหายหากการประมูลล้ม แต่มันสร้างความกังวล เพราะทั้งมาบตาพุดและ 3G ทำให้การลงทุนไม่ลื่น”

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลกระทบโดยอ้อมมีผลกับภาพใหญ่ของประเทศ เมื่อศาลได้เข้ามากำหนดนโยบายสำคัญของประเทศ เหมือนกรณีมาบตาพุด รัฐบาลสั่งเดินหน้า แต่กระบวนการศาลหยุดไว้ ใครถูกใครผิด ไม่ใช่ประเด็น ถามว่าต่อไปใครจะมาลงทุน เพราะไม่ว่าหน่วยงานปกครองหรือรัฐบาลก็เป็นเพียงส่วนเดียว ถ้าศาลมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายแบบนี้ก็ควรตัดสินโดยเร็ว ถ้าล่าช้าผลกระทบก็จะไปไกล ที่น่าห่วงอีกอย่างก็คือคำตัดสินของศาลอาจมีผลต่องานส่วนอื่นด้วย เช่น ใบอนุญาตไวแมกซ์ที่กำลังจะออกมา

ค่ายมือถือชี้ประเทศเสียโอกาส

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า ในแง่องค์กรดีแทคคงไม่กระทบ ในแง่ธุรกิจก็ยังมีอายุสัมปทานเหลืออีก 8 ปี หรือถ้าได้ไลเซนส์มาแล้วก็ไม่ได้หมาย ความว่ามีกำไรแน่ มีโอกาสทั้งได้และเสีย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นน่าเป็นห่วงว่าถ้ามีความวุ่นวายแบบนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับสัมปทานในอนาคต ขณะที่ในแง่ภาพรวมของประเทศถือว่าเสียโอกาสในการขยายบริการอินเทอร์เน็ตไปสู่ชนบทได้อย่างรวดเร็ว

“สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ค้ามือถือร้านค้าต่าง ๆ เศร้ากันหมด ก่อนหน้านี้ทุกคนรับรู้ว่ากำลังจะมี 3G ซึ่งช่วยกระตุ้นการขายได้มาก เป็นวงจรเศรษฐกิจอันใหญ่ พอเป็นแบบนี้ก็ตกใจและเศร้ากัน รวมถึงคอนเทนต์โพร ไวเดอร์ต่าง ๆ เพราะ 3G เป็นทางออกของพวกเขา ในมุมโอเปอเรเตอร์จริง ๆ เป็น แค่ท่อ ดังนั้นผู้ที่จะได้รับผลกระทบอีกมาก จริง ๆ เป็นธุรกิจเกี่ยวเนื่องต่าง ๆ”

นายสรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า เทคโนโลยี 3G เป็นมิติใหม่ในการพัฒนาบริการรูปแบบใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดเพื่อผลักดันให้การใช้งานเติบโตขึ้น เพราะปัจจุบันคนไทยใช้บริการโทรศัพท์ มือถือเทียบจำนวนประชากรในประเทศเต็ม 100% แล้วการมีบริการใหม่ การมีโครงข่ายการใช้งานที่เข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้นเป็นแรงผลักดันให้ตลาดเติบโตทำรายได้ง่ายขึ้น ขณะที่การมีระบบใบอนุญาตยังเป็นโอกาสในการลดต้นทุนได้ด้วย

“ถ้าต้องรอ กสทช. ก็คงช้าไปอีก 2-3 ปี กับบริษัทกับธุรกิจก็คงมีทางไปต่อได้อยู่แล้ว ทุกเจ้าก็คงต้องหันกลับมาทำของเดิมให้ดีที่สุด ในระหว่างนี้เอไอเอสก็คงจะมุ่งมั่นพัฒนาคอนเทนต์ให้ดียิ่งขึ้นไป”

อีคอมเมิร์ซ สมาร์ทโฟน/โน้ตบุ๊กหงอย

ด้านนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทตลาดดอทคอม ผู้ให้บริการตลาดกลางอีคอมเมิร์ซ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การเปิดให้บริการ 3G ที่ล่าช้าออกไป จะมีผลกระทบกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซเยอะมาก ทั้งในแง่ผู้ซื้อและผู้ขาย เนื่องจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทำได้ช้า โอกาสที่ประชาชนจะเข้าถึง อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงก็จะน้อยลง

นอกจากนี้ การระงับการประมูล 3G ยังส่งผลกระทบในแง่ของการทำตลาดอุปกรณ์เครื่องลูกข่ายต่าง ๆ ทั้งในส่วนของสมาร์ทโฟน, คอมพิวเตอร์แท็บเลต รวมถึงเน็ตบุ๊ก เพราะที่ผ่านมาผู้ผลิตคาดหวังว่าการทำ 3G ทำให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายที่รวดเร็วและคล่องตัว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นการเติบโตของตลาดเครื่องลูกข่ายเหล่านี้ ดังนั้นช่วงที่ผ่านมาแต่ละแบรนด์เตรียมพร้อมนำอุปกรณ์ที่รองรับ 3 จีเข้ามาทำตลาด โดยเฉพาะในอุปกรณ์แท็บเลตที่หลาย ๆ แบรนด์ได้มีการเจรจากับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือแต่ละค่าย เพื่อที่จะนำเข้ามาทดลองใช้งานกับระบบ แผนงานดังกล่าวก็อาจต้องชะลอออกไปเช่นกัน

แกรมมี่-อาร์เอส เตรียมเก้อ

ก่อนหน้านี้นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แกรมมี่มีแผนลงทุนเพิ่ม 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี สำหรับให้บริการ 3G ในรูปแบบการเช่าโครงข่าย หรือเอ็มวีเอ็นโอ โดยจะรวบรวมคอนเทนต์ที่มีอยู่ อาทิ เพลง คอนเทนต์ทีวี วิทยุ สิ่งพิมพ์ ทีวีดาวเทียม ทั้งที่เป็นบันเทิงและสาระ มาสร้างแอปพลิเคชั่นผ่าน 3G และเชื่อว่าจะเป็นช่องทางใหม่ในการสร้างรายได้มหาศาล ขณะที่ต้นทุนการผลิตคอนเทนต์ยังเท่าเดิม

เช่นเดียวกับค่ายอาร์เอสที่ได้เตรียมจัดโครงสร้างองค์กรรอไว้แล้ว โดยแต่งตั้งนายวรพจน์ นิ่มวิจิตร บริหารงานในตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการ ดูแลงานธุรกิจอาร์เอสดิจิตอล บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เพื่อเตรียมตั้งรับเทคโนโลยี 3G ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ เพราะเชื่อว่า 3G จะพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศอย่างมหาศาล ที่สำคัญจะทำให้ประเทศและประชาชนเข้าสู่สังคมข้อมูลข่าวสารอย่างอิสระสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่มีข่าวระงับการประมูล 3G นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารได้โพสต์ผ่าน ทวิตเตอร์ส่วนตัว “HereHorRS” ว่า “รู้สึกสงสารประเทศไทย ในฐานะคนไทยพวกเราทำอะไรได้บ้าง และควรทำอะไรบ้างรึยัง เซ็งมาก”

พร้อมทวิตต่อด้วยว่า การชะลอ 3G ออกไปสร้างความเสียหายด้านภาพลักษณ์ กระทบความเชื่อมั่นในการลงทุนอย่างรุนแรง มีผลต่อศักยภาพในการแข่งขันและการขยายตัวเศรษฐกิจประเทศไทย

ที่มา: www.prachachat.net

ที่มา http://www.startpage.in.th/view/130042