ยุติ”2G”คลานช้าๆ รั้งทุกค่ายเงื้อง่า ต่างชาติยึกยักประมูล3G สัญญาณส่งจากรัฐไม่แจ่มชัด

Home / Mobile & Tablet / ยุติ”2G”คลานช้าๆ รั้งทุกค่ายเงื้อง่า ต่างชาติยึกยักประมูล3G สัญญาณส่งจากรัฐไม่แจ่มชัด
จริงอยู่ที่ว่า เรื่องราวของการยุติสัมปทาน  2G  เพื่อเข้าระบบไลเซนส์ใหม่ ด้วยเจตนารมณ์  level  playing field  นั้น คนละเรื่องราว คนละเงื่อนไขกับการประมูลไลเซนส์  3G   แต่ถึงวันนี้กลับผูกโยงกันไปหลายมิติ เพราะสัญญาณจากรัฐที่พยายามทำให้เกิดทางเลือกให้ได้ก่อนการประมูล  3G  ได้ทำให้เกิดผลต่อกันทันที แม้เจตนาของค่ายมือถือทั้งสามตั้งธงไว้ว่าต้องประมูล3Gเพื่อชิงหลักไว้ก่อน ท่ามกลางความลังเลทั้งในมุมว่าการรับไลเซนส์ในคลื่นเดิมที่อายุนานขึ้น จะสามารถลัดไปที่บริการ  LTE  ในยุคหน้าได้หรือไม่?? หรือการประมูลทั้ง  3G  และเอาไลเซนส์คลื่นเดิมด้วยจะเป็น  double  cost   ขนาดไหน?!  ก่อนที่ทั้งหมดจะนับถอยหลัง   ท่าทีของคนทำงานฝ่ายรัฐดูไม่มั่นใจ   ท่าทีของเอกชนก็ดูกระอักกระอ่วน  ในห้วงกำหนดการประมูล  3G  นับถอยหลัง  เราจะเอาสัมภาระที่รุงรังเหล่านี้  หอบหิ้วไปด้วยกันอย่างไรดี  จึงบอกได้ว่าประโยชน์ตกแก่ส่วนรวมที่สุด!!!????
แม้การพบหารือกับเอกชนบริษัทมือถือแบบตัวต่อตัวกับคณะกรรมการไอซีที ผ่านการคุยมาราธอน 5 ชม.เมื่อต้นเดือนสิงหาคม  เพื่อหาข้อมูลเพิ่มในการไปสู่การสรุปโมเดล ที่เหมาะสมในการเสนอให้คณะรัฐมนตรีเลือกวิธีในการยุติสัมปทาน  2G  ความถี่เก่า   ก็ไม่ได้มีภาพความคืบหน้าอะไรนัก
ทั้งนี้เพราะโจทย์ไม่ชัด การหาความเห็นจึงโฟกัสอะไรไม่ได้  ทว่าไอซีทียังยืนยันเส้นตายที่ครม.ให้ไว้ที่หนึ่งเดือน ซึ่งคือก่อนสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้  โมเดลทางเลือกแบบพอตัดสินใจได้ต้องออกมา พร้อมๆ  กับที่ยอมรับในทางหนึ่งด้วยว่าแท้จริงแล้วเรื่องนี้คนเกี่ยวข้องและมีอำนาจในการทำ  มีแค่คู่สัมปทานคือเอกชนกับทีโอที และกสท  และผู้ให้ใบอนุญาตใหม่ในความถี่เดิมอย่างกทช.เท่านั้น รมว. ICT บอกต้อง “ทัน” สถานเดียว!!! จุติ ไกรฤกษ์ รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  หรือ ไอซีที  เปิดเผยหลังให้ผู้ให้บริการมือถือทั้ง 3 รายเข้าพบเมื่อวันที่ 2 ส.ค.ว่า ประเด็นหลักคือการทำความเข้าใจเรื่องการยุติสัญญาสัมปทานมือถือแล้วเปลี่ยนสู่ใบอนุญาตให้บริการ หรือ  ไลเซ่นส์ 2G   ซึ่งยังคง เป็นการแลกเปลี่ยนความเห็น แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปในเชิงลึก
ทั้งนี้  เนื่องจากทั้ง  3 เรื่อง ที่ต้องพิจารณา คือ กฎหมาย เทคนิค และ การเงิน ค่อนข้างมีความซับซ้อนและไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะเรื่องอายุสัมปทานที่เหลืออยู่  และ เรื่องคลื่นความถี่ ซึ่งการหารือกับเอกชนเพื่อให้ได้แนวทางที่ชัดเจนในการนำเสนอครม. พิจารณาอีก 2 สัปดาห์นับจากนี้   ซึ่งขณะนี้ความคืบหน้าแบ่งเป็น  แยกข้อมูลดิบ 70% และ บทวิเคราะห์ 40%
“ผมเป็นคนพูดตรง คณะทำงานไม่มั่นใจว่าจะเสร็จทัน แต่ผมกำชับว่าต้องทันเท่านั้น ซึ่งถึงเวลาที่ ครม.เคยให้เวลามาในราว  24 สิงหาคม ก็น่าจะพอมีแนวทาง  หรือกรอบให้ทางครม.ได้มีความเห็นต่อไปได้ว่าจะเอากันอย่างไรดี” สำหรับแนวทางเบื้องต้น จะยึดตามกรอบของกระทรวงการคลัง คือ ค่าธรรมเนียมไลเซ่นส์ที่ 12.5%  และอายุสัญญาสัมปทาน  15  ปี ซึ่งได้หารือกับทางคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  หรือ กทช. แล้วว่ามีข้อกฎหมายที่  กทช.สามารถให้ไลเซนส์ได้   โดยการเปิดประมูลคลื่นความถี่เดิม  และไม่ได้จำกัดแค่ 3 รายเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม  เป็นครั้งแรกตั้งแต่  รมว.ไอซีทีเข้ารับตำแหน่งที่เปิดให้เอกชนเข้าพบอย่างเป็นทางการ   ประกอบด้วย สมประสงค์ บุญยะชัย  และ วิ เชียร เมฆตระการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส  หรือ เอไอเอส  อารักษ์   ชลธาร์นนท์  บริษัท ไทยคม ทอเร่  จอห์นเซ่น และ ธนา   เธียรอัจฉริยะ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค และ  ศุภชัย   เจียรวนนท์  ,อธึก   อัศวานันท์ และ  ขจร    เจียรวนนท์ บริษัท ทรูมูฟ
รมว.ไอซีที  กล่าวว่า หลังจากหารือกับเอกชนแล้วจะพบกับทีโอที และ กสท โทรคมนาคม เพื่อทำความเข้าใจ ซึ่งทีโอทีนั้น มีสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เป็นหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองโดยตรง เห็นได้จากกรณีภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม และแผนการนำทีโอทีเข้าตลาดหลักทรัพย์  แต่ยืนยันว่าจะเข้าไปยุ่งกับทีโอทีให้น้อยที่สุด และอยากให้มั่นใจว่าคณะกรรมการ (บอร์ด) ที่มี  อารีพงศ์ ภู่ชะอุ่ม เป็นประธาน จะเข้ามาช่วยเหลือองค์กรให้สามารถอยู่รอด
ในส่วนของภาคเอกชนมีความกังวลใน  2   ประเด็นหลัก  คือ  เรื่องกฎหมาย  และ เรื่องคลื่นความถี่ ที่ต้องชัดเจนว่าคลื่นความถี่ควรจะคืนกลับไปให้ กทช. มากกว่าที่จะให้กลับไปอยู่ ที่ทีโอที และ กสท  ซึ่งทั้งหมด จะต้องส่งเอกสารถึงแนวทางที่ควรจะเป็นให้คณะกรรมการภายในสัปดาห์นี้
เอกชนเหนื่อย…หลังหารือ “วนอยู่ในโอ่ง” สมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหารกลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า บรรยากาศในการหารือเป็นไปด้วยดี ซึ่งในหลักการเป็นไปด้วยการยอมรับที่ยึดว่าหากจะมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่การแข่งขันที่เป็นธรรม มีการลงทุนหรือใช้ทรัพยากรร่วมกันในอนาคต และประชาชนในภาพรวมได้ประโยชน์ แต่ในทางปฏิบัติคงต้องมีการลงรายละเอียดมากกว่านี้  อย่างไรก็ตามตัวแทนคณะกรรมการประกอบด้วยคนที่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่หารือกันดี  วิเชียร   เมฆตระการ   หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสคงจะยังไม่ส่งความเห็นใดๆ   เพราะเห็นว่าการประมูล  3G  มีความแน่นอนมากกว่า แต่ยินดีที่จะปฏิบัติตามแนวทางของรัฐบาลทุกอย่าง ด้านทอร่   จอห์นเซ่น  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแทค กล่าวว่า  ดีแทคได้ทำงานและพิจารณาเรื่องทั้งหมดแบบคู่ขนานทั้งเรื่องไลเซนส์  2G  และการเข้าประมูล 3G  ซึ่งขณะนี้การเข้าประมูล 3G  มีกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าต้องยื่นประมูลภายในเดือนนี้  ดังนั้น  จึงต้องการให้เรื่องไลเซนส์  2G  มีรายละเอียดและความชัดเจนให้มากที่สุดเสียก่อน  เพราะไม่เช่นนั้น ดีแทคจะเลือกทางที่มีความแน่นอนมากกว่า
“เราคงยังบอกไม่ได้ว่าเราเลือกหรือไม่เลือกอะไรในวันนี้  อย่างไรก็ตาม  ในเดือนนี้ผมจะต้องไปหารือในบอร์ดTelenor  เพื่อกำหนดท่าทีสุดท้าย  ซึ่งช่วงเวลานั้นน่าจะเกิดความชัดเจนขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว  และเมื่อหารือกันในบอร์ดก็น่าจะได้ทิศทางที่ชัดเจนออกมา”  ทอเร่ กล่าว
ดร.รอม หิรัญพฤกษ์ กรรมการในคณะกรรมการร่วมยุติ 2G กล่าวว่า  ภายในอีก 2  สัปดาห์น่าจะคืบหน้าเป็นทางเลือกหลายๆ  ทาง เพื่อเตรียมนำเสนอต่อ ครม.เศรษฐกิจได้  อย่างไรก็ตามข้อเสนอต่างๆ  นั้น อาจจะไม่มากถึง 5 ทางเลือก  และแต่ละทางจะมีรายละเอียดที่ต่างกัน ผลได้ผลเสียต่างกันไป “สิ่งที่เห็นชอบร่วมกันทั้งหมดของเอกชนและรัฐ คือ การแข่งขันที่เป็นธรรม และการ share resource  และการทำให้ประชาชนได้ประโยชน์”ดร.รอม กล่าว    อธึก อัศวานันท์ รองประธานกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การหารือไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย  เหมือนวนกันอยู่ในโอ่ง เพราะทางรัฐไม่ได้ให้ความชัดเจน ไม่ได้นำเสนอทางเลือกหรือโจทย์อะไร  ทำให้เอกชนให้ความเห็นในสิ่งที่ไม่ชัดเจนไม่ได้  แต่รัฐก็ถามว่าจะเข้าประมูล  3G  หรือไม่ ซึ่งบริษัทก็ตอบไปในขั้นต้นว่า “คงเข้าประมูล”  “จริงๆ  เรื่องนี้ให้เอกชนหารือกันเอง อาจจะคืบหน้าได้มากกว่า  เพราะเรื่องนี้เอกชนไม่มีความลับกัน เพราะเป็นเรื่องสัญญาเก่าและไม่น่ามีความลับอะไรมากนัก“ อย่างไรก็ตาม  อธึก  กล่าวด้วยว่า  เขาเคยร่วมเสวนาในงานหนึ่งเมื่อเร็วๆ  นี้  ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และที่ปรึกษา ซึ่งเขาได้แสดงความเห็นอย่างกังวลว่า สิ่งที่คลังพยายามดำเนินการนั้นจะเป็นการสร้าง double cost  จนเกินไปหรือไม่  และอาจทำให้เกิดการลงทุนโครงข่ายที่มากเกินความจำเป็นหรือไม่ น่าเสียดายที่ทางฟากของรัฐมนตรีก็ไม่ได้ให้ความกระจ่างตรงนี้ออกมา
เขาขยายความว่า  แม้เรื่องประมูล  3G  กับเรื่องการเจรจาเลิกสัมปทานเก่าความถี่เดิมเพื่อไปรับเป็นไลเซนส์จะเป็นคนละเรื่อง  แต่เมื่อทางรัฐพยายามเร่งทำให้ชัดและเสนอให้เอกชนเลือก ท่ามกลางการจะประมูล3G ในเร็วๆนี้ ก็กลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวถึงกัน และเอกชนต้องพิจารณาร่วมกันไปโดยปริยาย
ส่วนหนึ่งเพราะว่าการลงทุนโครงข่าย3G เอกชนต้องพยายามทำให้เกิดขึ้นเร็ว และทิศทางของกทช.ก็หนุนในจุดนี้ เพราะกำหนดให้ลงทุนครอบคลุมโดยเร็ว เพื่อแลกกับประโยชน์ที่จะได้จากการจ่ายค่าไลเซนส์ช้าลงหรือเป็น incentive   เหมือนพยายามให้ข้ามพ้นจากโครงข่ายเก่า ในขณะที่แนวทางคลังเมื่อพยายามให้เกิดไลเซนส์ใหม่ในความถี่เดิมของ2Gคือ 850,900,1800MHz ด้วยอายุที่นานขึ้นกว่าสัมปทาน ก็เหมือนพยายามให้มีการรักษาและซ่อมบำรุงพัฒนาโครงข่ายเดิมให้นานออกไปอีก  “โครงข่าย 3G ทุกฝ่ายต้องพยายามลงทุนเพื่อครอบคลุมจำนวนประชากรรวมกว่า60ล้านคนในท้ายสุด  ซึ่งกทช.ก็บอกเสมอว่าบริการ 2G -3G เป็นบริการที่ทดแทนกันได้  และเมื่อหากเอกชนเอาแนวทางคลังเข้าไปด้วย โดยทั้งหมดจะบำรุงรักษา พัฒนาโครงข่ายเดิมที่รองรับประชากรกว่า 60 ล้านคนในปัจจุบันนี้อีก ก็อาจเป็นว่าเรากำลังมีโครงข่ายที่รองรับคนกว่า 120ล้านคนแบบนั้นหรือไม่”  อธึก กล่าวว่า การยุติ2Gเพื่อไปรับไลเซนส์ใหม่นั้น จะสำเร็จลงได้จากเงื่อนไขและโจทย์ที่ชัดเจน นอกจากนี้ที่สำคัญที่สุดคือการตกลงร่วมกันของคู่สัญญา และการประสานงานที่ดีพอของกทช. ในการร่างหลักเกณฑ์การอนุญาตใช้ความถี่ออกมาอีกฉบับ เพื่อรองรับการให้เอกชนใช้ความถี่ในย่านเดิมคือ 850,900,1800 MHz หากจุดใดจุดหนึ่งไม่ลงตัวก็หมายถึงเรื่องนี้จะล้มเหลวทันที
“ความเห็นส่วนตัวผม หากรัฐจะเอาจริงในเรื่องนี้  ก็ควรจะเดินหน้าทำให้ชัดเจนโดยเร็วที่สุด และให้จบในช่วงเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่รีบจนไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ และหากจะต้องขยับเวลาประมูล3Gออกไป กี่เดือนก็ทำได้ เพียงแต่ระบุให้ชัด เพราะกทช.ชุดนี้ดำเนินการมาต่างจากชุดรักษาการที่แล้ว คือทำมาต่อเนื่องและมีหน้าที่ในตำแหน่งครบทั้ง7 คน และหากพ้นจากกันยายน มีกรรมการออก3คนเป็นรักษาการ ก็ยังถือว่ากรรมการ4 คน เสียงส่วนใหญ่มีอำนาจหน้าที่เต็มอยู่” อธึก กล่าว
กังวลเรื่องต่างประเทศไม่ร่วมประมูล อย่างไรก็ตามในมุมของการเตรียมการประมูลไลเซนส์ 3Gของกทช.นั้น  ปัญหาของกลุ่มทุนต่างชาติที่จะเข้ามาร่วมประมูลในโครงการ 3G  เป็นสิ่งที่มีการตั้งคำถามกันว่า แม้กทช.ได้พยายามเดินสายการโรดโชว์ดึงความสนใจในการเข้าร่วมประมูล  แต่ในท้ายสุดจะได้รับการตอบรับกลับมาอย่างไร  นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมรายหนึ่งระบุว่า ข้อกังวลที่สุดของต่างประเทศคือ เรื่องของสัดส่วนการถือหุ้น เนื่องจากใน พ.ร.บ.ต่างด้าวระบุไว้ชัดเจนว่า บริษัทที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจสื่อสารในประเทศไทยนั้นต้องมีบริษัทคนไทยถือหุ้น 51% และต่างชาติถือหุ้น 49% ซึ่งกลายเป็นปัญหาหลักของกลุ่มทุนต่างชาติว่าจะหากลุ่มทุนไทยกลุ่มใดเข้ามาร่วมถือหุ้นด้วย  ทั้งนี้ เนื่องจากธุรกิจสื่อสารเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก อย่างน้อยๆ หุ้นส่วนแต่ละฝ่ายต้องมีเงินลงทุนเบื้องต้นฝ่ายละ 1 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้หากบริษัทต่างชาติใช้วิธีการตั้งนอมินีมาเลี่ยงกฎหมายไทย ก็เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงอย่างมาก หากถูกหน่วยงานรัฐระบุ หรือถูกกระแสสังคมโจมตีดังเช่นที่เคยเกิดมาแล้วกับกลุ่มเทมาเสกโฮลดิ้ง นอกจากนี้ ยังต้องจับตาเรื่องการควบคุมมาตรฐานการให้บริการโทรศัพท์ 3G เพราะขณะนี้ กทช.ไม่ได้กำหนดมาตรฐานการให้บริการโทรศัพท์ 3จี มีเพียงการกำหนดพื้นที่ครอบคลุมการให้บริการเท่านั้นว่า ต้องครอบคลุมประชากรให้ได้ 80% หลังจากที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้ว 4 ปี แต่ไม่ได้กำหนดว่า ความเร็วมาตรฐานของการส่งข้อมูล หรือดาต้า นั้นอย่างต่ำต้องอยู่ที่ความเร็วเท่าใด เหมือนกับที่ บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ เคยถูกลูกค้าร้องเรียนว่า ความเร็วในการให้บริการต่ำกว่าที่โฆษณาไว้  ธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มกลยุทธ์ และกิจการองค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็ดเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค  ให้ความเห็นกรณีแนวโน้มบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาร่วมประมูลไลเซ่นส์ 3จี ว่าโดยส่วนตัวเขาเองมองว่า อาจจะได้เห็นว่ายักษ์ใหญ่ต่างชาติไม่เข้าร่วมประมูล!!!!   เนื่องจากเวลาในการตัดสินใจทำธุรกิจน้อยเกินไป เพราะ กทช.เพิ่งจะโรดโชว์ หลังจากอนุมัติกรอบเวลาการเปิดประมูลไลเซ่นส์ วันที่ 22-28 ก.ย. 2553 โดยคาดว่าจะสามารถประกาศผลผู้ชนะ การประมูลได้ในวันที่ 29 ก.ย. 2553 และให้ใบอนุญาตได้ภายใน 45 วัน เขากล่าวว่าการประมูลครั้งนี้เม็ดเงินลงทุนก็ค่อนข้างสูง รวมทั้ง การทำธุรกิจดังกล่าวก็มีข้อจำกัดสำหรับนักลงทุนต่างชาติพอสมควร แม้ว่าก่อนหน้า กทช. จะออกมายืนยันว่าต่างประเทศสนใจมากก็ตาม   ธนา คาดการเองว่า อาจจะมีบริษัทที่เข้าร่วมประมูลเพียง 3-4 รายเท่านั้น ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และดีแทค ส่วน บริษัท สามารถ คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) นั้น อาจจะมีความเป็นไปได้ และไม่ได้ที่จะเข้าร่วมประมูล อีกทั้งยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าราคาการประมูลจะจบลงที่เท่าไร แต่คาดว่าบริษัทที่จะชนะการประมูลน่าจะเป็นบริษัทที่มีเม็ดเงินจำนวนมากพอและพร้อมที่จะลงทุนโครงข่ายต่ออย่างเอไอเอส และดีแทค นักวิชาการฟันธงต่างประเทศอาจไม่ประมูล 3 G     ด้านดร.อนุภาพ ถิรลาภ ผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคมและสารสนเทศไทย กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้ว่า ท้ายสุดแล้วต่างประเทศอาจไม่สนใจเข้าร่วมประมูลในวันที่เปิด เพราะการลงทุนของต่างชาติยึดโยงตัวเลขที่จับต้องได้ และการประมาณการที่ถูกชัดเจน แต่ร่างประกาศ3Gของกทช.มีความไม่ชัดเจนในตัวเลขหลายรายการ รวมทั้งโครงสร้างอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย มีความไม่ลงตัวในเรื่องกฎเกณฑ์หลายอย่าง “สิ่งเหล่านี้เองจะทำให้เขาไม่สามารถคาดการได้ว่า ต้นทุนเท่าไหร่ ทำแล้วจะมีรายได้อย่างไร กำไรเท่าไหร่ มีข้อพิพาทตามมามากเป็นความเสี่ยงขนาดไหน”
ดร.อนุภาพ กล่าวว่า ต่างชาติต่างไปจากนักลงทุนไทยที่นิยมลงทุนไปก่อน และไปสร้างเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงเอาทีหลังผ่านการเจรจานอกระบบ โดยเรื่องที่ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในตัวเลข เช่น  เรื่องอินเตอร์คอนเนกชั่นที่ประกาศใช้มาร่วม 4 ปีแล้ว แต่ทีโอทียังไม่เข้าระบบ และที่เข้าระบบแล้วก็เก็บอัตราไม่เท่ากันคือ โอเปอเรเตอร์มือถือสามรายใหญ่เก็บกันที่อัตรา 1.07 บาทต่อนาทีรวมVAT ในขณะที่ฟากHUTCH คิดอัตรากับคนอื่นที่ 50 สตางค์ต่อนาที  ประเด็นนี้น่าจะสำคัญพอที่จะให้ต่างชาติ”คิด” และ “ระวัง”
standard IC rate เรื่องสำคัญที่อาจกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ แม้โอเปอเรเตอร์แต่ละรายสามารถเจรจากำหนดราคา IC กันเองได้  แต่ที่ผ่านมากทช.ยังไม่สามารถประกาศ standard IC rate หรืออัตราค่าเชื่อมต่อมาตรฐานออกมาได้ แม้ว่าร่างประกาศเรื่องนี้จะบังคับใช้มาตั้งหลายปีแล้ว หากต่างประเทศจะมาลงทุนประมูลและดำเนินธุรกิจ3G จะคาดการรายได้และต้นทุนได้ยาก  ในขณะที่ในตลาดต่างประเทศค่า IC นี้เป็นรายได้ที่สำคัญมากของโอเปอเรเตอร์ คือ ราว25% ของรายได้รวมมาจากการให้บริการให้ผู้อื่นมาเชื่อมต่อโครงข่ายตัวเอง  นอกจากนี้ยังมีรายการหลายรายการ ที่กระทบต่อการคาดการและประเมินตัวเลขอนาคตของการลงทุน 3G คือเรื่องการเรียกใช้คลื่นเก่ามาใช้ใหม่หรือ reuse frequency ว่ามีแนวทางอย่างไรในการคืนคลื่นหรือการจัดสรรคลื่นเดิม  เรื่องค่าอัตราค่าบริการ 3G ที่จะเรียกเก็บกับประชาชน เพราะกทช.ไม่มีร่างประกาศในส่วนนี้ ยกเว้นร่างในสัญญาเก่าที่ระบุเพียงว่าโอเปอเรเตอร์เก็บได้ในอัตราเพดานนาทีละ 3 บาทเท่านั้น เป็นร่างเดียวกับที่บริษัทมือถือทุกรายใช้อยู่   นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ว่า กทช.ออกใบอนุญาตครั้งนี้ ไม่ได้เป็นลักษณะ unified license คือจัดสรรแบบยึดที่การให้ทรัพยากรหรือความถี่ ส่วนผู้ได้รับจะเอาไปทำบริการอะไรก็ได้  แต่กทช.ออกใบอนุญาตโดยหลักเดียวกับกรมไปรษณีย์โทรเลขสมัยก่อน  คือเป็นใบอนุญาตที่ยึดตามเทคโนโลยี ซึ่งหากอนาคตมีบริการใหม่ๆเกิดขึ้นตามมาหรืออย่าง convergence ก็อาจจะมีการตีความ หรือต้องออกใบอนุญาตใหม่อีกหรือไม่  “กรณีนี้จะเป็นปัญหาเดียวกับที่คนมีความเห็นต่างกันว่า แท้จริงสัญญาสัมปทาน2G ที่ผูกติดกับ digital technology ยอมให้เอกชนสามารถทำบริการที่ GPRS หรือ EDGE หรือ HSPA ได้หรือไม่   ซึ่งสัญญาเดิมไม่น่าทำได้ แต่เอกชนก็อ้างว่าทำได้เพราะมีการแก้ไขเพิ่มเติม เพียงแต่ยังไม่มีคนฟ้องร้องเท่านั้น”  นอกจากนี้ยังมีเรื่องการทำบริการสาธารณะหรือ USO ที่ขาดความชัดเจนและเป็นแบบทั่วไป ไม่มีการลงรายละเอียดเฉพาะเจาะจงหรือระบุว่าให้ทำอะไรได้บ้าง
กทช.เล็งสถานที่ประมูลเข้มและสากล
พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ หัวหน้าคณะทำงานด้าน3Gของกทช. ได้ระบุผ่าน twitter ของเขาถึงความคืบหน้าในช่วงอีกเดือนกว่านี้ว่า  คณะกรรมการ 3.9G ประชุมเมื่อต้นเดือนสิงหาคม  มี สิ่งสำคัญที่ประชุมกันมี 2 เรื่องคือ งาน 3.9G Human D.N.A Expo และกระบวนการจัดการประมูล  คณะกรรมการต้องประชุมกันในวันหยุดที่ผ่านมาเนื่องจากตระหนักในความสำคัญ เร่งด่วน และข้อจำกัดของเวลา  การจัดงาน 3.9G Thailand Human D.N.A Expo มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไปเกี่ยวกับ 3.9G และตระหนักถึงประโยชน์ในชีวิตประจำวัน  คืบหน้าพอสมควร มีการ Open House เมื่อกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และคงจะมีการประชาสัมพันธ์กันอย่างจริงจังหลังจาก 15 ส.ค. ไปแล้ว   การจัดงานนิทรรศการจะเป็นช่วง 8-12 ก.ย. ซึ่งผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายสำคัญของประเทศไทยทั้งหมดจะมาร่วมในการให้ความรู้กับประชาชน  โดยAIS, DTAC, TrueMove, TOT, CAT ต่างตอบรับ โดยจะมีการจัดพื้นที่การแสดงขนาดใหญ่สุดทุกราย และคงต้องมีการแสดงศักยภาพกันเต็มที่นอกจากเรื่อง 3.9G Thailand Human D.N.A Expo คณะกรรมการได้ประชุมเรื่องกระบวนการจัดการประมูล ซึ่งได้ร่วมกันพิจารณาในรายละเอียดต่างๆ  เขาระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการประมูล3G ได้แก่ ความโปร่งใส เป็นธรรม และการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยต่อสายตาของชาวโลก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องละเอียดรอบคอบในทุกแง่มุม ตั้งแต่การเลือกสถานที่ ระบบรักษาความปลอดภัย การประชาสัมพันธ์ และกระบวนการประมูลในทุกขั้นตอน  สิ่งที่สำคัญอันดับหนึ่งได้แก่สถานที่ จะต้องเป็นระดับโลก น่าเชื่อถือ สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดี และไม่ห่างจากกรุงเทพฯ จนเกินไป การควบคุมรักษาความปลอดภัย ตลอดจนการตรวจสอบมิให้มีการทุจริตหรือสมยอมระหว่างผู้เข้าร่วมการประมูล ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้วัดความสำเร็จ  ทั้งนี้มีรายงานข่างคาดการว่า สถานที่ในการจัดประมูลถูกมองว่า จะห่างจากกทม.ไม่เกิน 300 กม.และเป็นสถานที่สากลคนต่างชาติรู้จักดี และมีความปลอดภัยในการดำเนินการด้วย
เหล่านี้คือบางแง่มุม  ท่ามกลางการนับถอยหลังเพื่อเข้าสู่ช่วงเวลาประมูล3G  แบบมีลุ้นทุกวัน !!!!!
สัญญาณใหม่ๆดังขึ้นตามลำดับ สัญญาณสุดท้ายจะเป็นอย่างไรต้องจับตา..!!!!!?

จริงอยู่ที่ว่า เรื่องราวของการยุติสัมปทาน  2G  เพื่อเข้าระบบไลเซนส์ใหม่ ด้วยเจตนารมณ์  level  playing field  นั้น คนละเรื่องราว คนละเงื่อนไขกับการประมูลไลเซนส์  3G   แต่ถึงวันนี้กลับผูกโยงกันไปหลายมิติ เพราะสัญญาณจากรัฐที่พยายามทำให้เกิดทางเลือกให้ได้ก่อนการประมูล  3G  ได้ทำให้เกิดผลต่อกันทันที แม้เจตนาของค่ายมือถือทั้งสามตั้งธงไว้ว่าต้องประมูล3Gเพื่อชิงหลักไว้ก่อน ท่ามกลางความลังเลทั้งในมุมว่าการรับไลเซนส์ในคลื่นเดิมที่อายุนานขึ้น จะสามารถลัดไปที่บริการ  LTE  ในยุคหน้าได้หรือไม่?? หรือการประมูลทั้ง  3G  และเอาไลเซนส์คลื่นเดิมด้วยจะเป็น  double  cost   ขนาดไหน?!  ก่อนที่ทั้งหมดจะนับถอยหลัง   ท่าทีของคนทำงานฝ่ายรัฐดูไม่มั่นใจ   ท่าทีของเอกชนก็ดูกระอักกระอ่วน  ในห้วงกำหนดการประมูล  3G  นับถอยหลัง  เราจะเอาสัมภาระที่รุงรังเหล่านี้  หอบหิ้วไปด้วยกันอย่างไรดี  จึงบอกได้ว่าประโยชน์ตกแก่ส่วนรวมที่สุด!!!????

แม้การพบหารือกับเอกชนบริษัทมือถือแบบตัวต่อตัวกับคณะกรรมการไอซีที ผ่านการคุยมาราธอน 5 ชม.เมื่อต้นเดือนสิงหาคม  เพื่อหาข้อมูลเพิ่มในการไปสู่การสรุปโมเดล ที่เหมาะสมในการเสนอให้คณะรัฐมนตรีเลือกวิธีในการยุติสัมปทาน  2G  ความถี่เก่า   ก็ไม่ได้มีภาพความคืบหน้าอะไรนัก

ทั้งนี้เพราะโจทย์ไม่ชัด การหาความเห็นจึงโฟกัสอะไรไม่ได้  ทว่าไอซีทียังยืนยันเส้นตายที่ครม.ให้ไว้ที่หนึ่งเดือน ซึ่งคือก่อนสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้  โมเดลทางเลือกแบบพอตัดสินใจได้ต้องออกมา พร้อมๆ  กับที่ยอมรับในทางหนึ่งด้วยว่าแท้จริงแล้วเรื่องนี้คนเกี่ยวข้องและมีอำนาจในการทำ  มีแค่คู่สัมปทานคือเอกชนกับทีโอที และกสท  และผู้ให้ใบอนุญาตใหม่ในความถี่เดิมอย่างกทช.เท่านั้น รมว. ICT บอกต้อง “ทัน” สถานเดียว!!! จุติ ไกรฤกษ์ รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  หรือ ไอซีที  เปิดเผยหลังให้ผู้ให้บริการมือถือทั้ง 3 รายเข้าพบเมื่อวันที่ 2 ส.ค.ว่า ประเด็นหลักคือการทำความเข้าใจเรื่องการยุติสัญญาสัมปทานมือถือแล้วเปลี่ยนสู่ใบอนุญาตให้บริการ หรือ  ไลเซ่นส์ 2G   ซึ่งยังคง เป็นการแลกเปลี่ยนความเห็น แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปในเชิงลึก

ทั้งนี้  เนื่องจากทั้ง  3 เรื่อง ที่ต้องพิจารณา คือ กฎหมาย เทคนิค และ การเงิน ค่อนข้างมีความซับซ้อนและไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะเรื่องอายุสัมปทานที่เหลืออยู่  และ เรื่องคลื่นความถี่ ซึ่งการหารือกับเอกชนเพื่อให้ได้แนวทางที่ชัดเจนในการนำเสนอครม. พิจารณาอีก 2 สัปดาห์นับจากนี้ ซึ่งขณะนี้ความคืบหน้าแบ่งเป็น  แยกข้อมูลดิบ 70% และ บทวิเคราะห์ 40%

“ผมเป็นคนพูดตรง คณะทำงานไม่มั่นใจว่าจะเสร็จทัน แต่ผมกำชับว่าต้องทันเท่านั้น ซึ่งถึงเวลาที่ ครม.เคยให้เวลามาในราว  24 สิงหาคม ก็น่าจะพอมีแนวทาง  หรือกรอบให้ทางครม.ได้มีความเห็นต่อไปได้ว่าจะเอากันอย่างไรดี” สำหรับแนวทางเบื้องต้น จะยึดตามกรอบของกระทรวงการคลัง คือ ค่าธรรมเนียมไลเซ่นส์ที่ 12.5%  และอายุสัญญาสัมปทาน  15  ปี ซึ่งได้หารือกับทางคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  หรือ กทช. แล้วว่ามีข้อกฎหมายที่  กทช.สามารถให้ไลเซนส์ได้   โดยการเปิดประมูลคลื่นความถี่เดิม  และไม่ได้จำกัดแค่ 3 รายเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม  เป็นครั้งแรกตั้งแต่  รมว.ไอซีทีเข้ารับตำแหน่งที่เปิดให้เอกชนเข้าพบอย่างเป็นทางการ   ประกอบด้วย สมประสงค์ บุญยะชัย  และ วิ เชียร เมฆตระการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส  หรือ เอไอเอส  อารักษ์   ชลธาร์นนท์  บริษัท ไทยคม ทอเร่  จอห์นเซ่น และ ธนา   เธียรอัจฉริยะ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค และ  ศุภชัย   เจียรวนนท์  ,อธึก   อัศวานันท์ และ  ขจร    เจียรวนนท์ บริษัท ทรูมูฟ

รมว.ไอซีที  กล่าวว่า หลังจากหารือกับเอกชนแล้วจะพบกับทีโอที และ กสท โทรคมนาคม เพื่อทำความเข้าใจ ซึ่งทีโอทีนั้น มีสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เป็นหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองโดยตรง เห็นได้จากกรณีภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม และแผนการนำทีโอทีเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่ยืนยันว่าจะเข้าไปยุ่งกับทีโอทีให้น้อยที่สุด และอยากให้มั่นใจว่าคณะกรรมการ (บอร์ด) ที่มี  อารีพงศ์ ภู่ชะอุ่ม เป็นประธาน จะเข้ามาช่วยเหลือองค์กรให้สามารถอยู่รอด

ในส่วนของภาคเอกชนมีความกังวลใน  2   ประเด็นหลัก  คือ  เรื่องกฎหมาย  และ เรื่องคลื่นความถี่ ที่ต้องชัดเจนว่าคลื่นความถี่ควรจะคืนกลับไปให้ กทช. มากกว่าที่จะให้กลับไปอยู่ ที่ทีโอที และ กสท  ซึ่งทั้งหมด จะต้องส่งเอกสารถึงแนวทางที่ควรจะเป็นให้คณะกรรมการภายในสัปดาห์นี้

เอกชนเหนื่อย…หลังหารือ “วนอยู่ในโอ่ง” สมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหารกลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า บรรยากาศในการหารือเป็นไปด้วยดี ซึ่งในหลักการเป็นไปด้วยการยอมรับที่ยึดว่าหากจะมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่การแข่งขันที่เป็นธรรม มีการลงทุนหรือใช้ทรัพยากรร่วมกันในอนาคต และประชาชนในภาพรวมได้ประโยชน์ แต่ในทางปฏิบัติคงต้องมีการลงรายละเอียดมากกว่านี้  อย่างไรก็ตามตัวแทนคณะกรรมการประกอบด้วยคนที่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่หารือกันดี  วิเชียร   เมฆตระการ   หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสคงจะยังไม่ส่งความเห็นใดๆ   เพราะเห็นว่าการประมูล  3G  มีความแน่นอนมากกว่า แต่ยินดีที่จะปฏิบัติตามแนวทางของรัฐบาลทุกอย่าง ด้านทอร่   จอห์นเซ่น  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแทค กล่าวว่า  ดีแทคได้ทำงานและพิจารณาเรื่องทั้งหมดแบบคู่ขนานทั้งเรื่องไลเซนส์  2G  และการเข้าประมูล 3G  ซึ่งขณะนี้การเข้าประมูล 3G  มีกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าต้องยื่นประมูลภายในเดือนนี้  ดังนั้น  จึงต้องการให้เรื่องไลเซนส์  2G  มีรายละเอียดและความชัดเจนให้มากที่สุดเสียก่อน  เพราะไม่เช่นนั้น ดีแทคจะเลือกทางที่มีความแน่นอนมากกว่า

“เราคงยังบอกไม่ได้ว่าเราเลือกหรือไม่เลือกอะไรในวันนี้  อย่างไรก็ตาม  ในเดือนนี้ผมจะต้องไปหารือในบอร์ดTelenor  เพื่อกำหนดท่าทีสุดท้าย  ซึ่งช่วงเวลานั้นน่าจะเกิดความชัดเจนขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว  และเมื่อหารือกันในบอร์ดก็น่าจะได้ทิศทางที่ชัดเจนออกมา”  ทอเร่ กล่าว

ดร.รอม หิรัญพฤกษ์ กรรมการในคณะกรรมการร่วมยุติ 2G กล่าวว่า  ภายในอีก 2  สัปดาห์น่าจะคืบหน้าเป็นทางเลือกหลายๆ  ทาง เพื่อเตรียมนำเสนอต่อ ครม.เศรษฐกิจได้  อย่างไรก็ตามข้อเสนอต่างๆ  นั้น อาจจะไม่มากถึง 5 ทางเลือก  และแต่ละทางจะมีรายละเอียดที่ต่างกัน ผลได้ผลเสียต่างกันไป “สิ่งที่เห็นชอบร่วมกันทั้งหมดของเอกชนและรัฐ คือ การแข่งขันที่เป็นธรรม และการ share resource  และการทำให้ประชาชนได้ประโยชน์”ดร.รอม กล่าว    อธึก อัศวานันท์ รองประธานกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การหารือไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย  เหมือนวนกันอยู่ในโอ่ง เพราะทางรัฐไม่ได้ให้ความชัดเจน ไม่ได้นำเสนอทางเลือกหรือโจทย์อะไร  ทำให้เอกชนให้ความเห็นในสิ่งที่ไม่ชัดเจนไม่ได้  แต่รัฐก็ถามว่าจะเข้าประมูล  3G  หรือไม่ ซึ่งบริษัทก็ตอบไปในขั้นต้นว่า “คงเข้าประมูล”  “จริงๆ  เรื่องนี้ให้เอกชนหารือกันเอง อาจจะคืบหน้าได้มากกว่า  เพราะเรื่องนี้เอกชนไม่มีความลับกัน เพราะเป็นเรื่องสัญญาเก่าและไม่น่ามีความลับอะไรมากนัก“ อย่างไรก็ตาม  อธึก  กล่าวด้วยว่า  เขาเคยร่วมเสวนาในงานหนึ่งเมื่อเร็วๆ  นี้  ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และที่ปรึกษา ซึ่งเขาได้แสดงความเห็นอย่างกังวลว่า สิ่งที่คลังพยายามดำเนินการนั้นจะเป็นการสร้าง double cost  จนเกินไปหรือไม่  และอาจทำให้เกิดการลงทุนโครงข่ายที่มากเกินความจำเป็นหรือไม่ น่าเสียดายที่ทางฟากของรัฐมนตรีก็ไม่ได้ให้ความกระจ่างตรงนี้ออกมา

เขาขยายความว่า  แม้เรื่องประมูล  3G  กับเรื่องการเจรจาเลิกสัมปทานเก่าความถี่เดิมเพื่อไปรับเป็นไลเซนส์จะเป็นคนละเรื่อง  แต่เมื่อทางรัฐพยายามเร่งทำให้ชัดและเสนอให้เอกชนเลือก ท่ามกลางการจะประมูล3G ในเร็วๆนี้ ก็กลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวถึงกัน และเอกชนต้องพิจารณาร่วมกันไปโดยปริยาย

ส่วนหนึ่งเพราะว่าการลงทุนโครงข่าย3G เอกชนต้องพยายามทำให้เกิดขึ้นเร็ว และทิศทางของกทช.ก็หนุนในจุดนี้ เพราะกำหนดให้ลงทุนครอบคลุมโดยเร็ว เพื่อแลกกับประโยชน์ที่จะได้จากการจ่ายค่าไลเซนส์ช้าลงหรือเป็น incentive   เหมือนพยายามให้ข้ามพ้นจากโครงข่ายเก่า ในขณะที่แนวทางคลังเมื่อพยายามให้เกิดไลเซนส์ใหม่ในความถี่เดิมของ2Gคือ 850,900,1800MHz ด้วยอายุที่นานขึ้นกว่าสัมปทาน ก็เหมือนพยายามให้มีการรักษาและซ่อมบำรุงพัฒนาโครงข่ายเดิมให้นานออกไปอีก  “โครงข่าย 3G ทุกฝ่ายต้องพยายามลงทุนเพื่อครอบคลุมจำนวนประชากรรวมกว่า60ล้านคนในท้ายสุด  ซึ่งกทช.ก็บอกเสมอว่าบริการ 2G -3G เป็นบริการที่ทดแทนกันได้  และเมื่อหากเอกชนเอาแนวทางคลังเข้าไปด้วย โดยทั้งหมดจะบำรุงรักษา พัฒนาโครงข่ายเดิมที่รองรับประชากรกว่า 60 ล้านคนในปัจจุบันนี้อีก ก็อาจเป็นว่าเรากำลังมีโครงข่ายที่รองรับคนกว่า 120ล้านคนแบบนั้นหรือไม่”  อธึก กล่าวว่า การยุติ2Gเพื่อไปรับไลเซนส์ใหม่นั้น จะสำเร็จลงได้จากเงื่อนไขและโจทย์ที่ชัดเจน นอกจากนี้ที่สำคัญที่สุดคือการตกลงร่วมกันของคู่สัญญา และการประสานงานที่ดีพอของกทช. ในการร่างหลักเกณฑ์การอนุญาตใช้ความถี่ออกมาอีกฉบับ เพื่อรองรับการให้เอกชนใช้ความถี่ในย่านเดิมคือ 850,900,1800 MHz หากจุดใดจุดหนึ่งไม่ลงตัวก็หมายถึงเรื่องนี้จะล้มเหลวทันที

“ความเห็นส่วนตัวผม หากรัฐจะเอาจริงในเรื่องนี้  ก็ควรจะเดินหน้าทำให้ชัดเจนโดยเร็วที่สุด และให้จบในช่วงเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่รีบจนไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ และหากจะต้องขยับเวลาประมูล3Gออกไป กี่เดือนก็ทำได้ เพียงแต่ระบุให้ชัด เพราะกทช.ชุดนี้ดำเนินการมาต่างจากชุดรักษาการที่แล้ว คือทำมาต่อเนื่องและมีหน้าที่ในตำแหน่งครบทั้ง7 คน และหากพ้นจากกันยายน มีกรรมการออก3คนเป็นรักษาการ ก็ยังถือว่ากรรมการ4 คน เสียงส่วนใหญ่มีอำนาจหน้าที่เต็มอยู่” อธึก กล่าว

กังวลเรื่องต่างประเทศไม่ร่วมประมูล อย่างไรก็ตามในมุมของการเตรียมการประมูลไลเซนส์ 3Gของกทช.นั้น  ปัญหาของกลุ่มทุนต่างชาติที่จะเข้ามาร่วมประมูลในโครงการ 3G  เป็นสิ่งที่มีการตั้งคำถามกันว่า แม้กทช.ได้พยายามเดินสายการโรดโชว์ดึงความสนใจในการเข้าร่วมประมูล  แต่ในท้ายสุดจะได้รับการตอบรับกลับมาอย่างไร  นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมรายหนึ่งระบุว่า ข้อกังวลที่สุดของต่างประเทศคือ เรื่องของสัดส่วนการถือหุ้น เนื่องจากใน พ.ร.บ.ต่างด้าวระบุไว้ชัดเจนว่า บริษัทที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจสื่อสารในประเทศไทยนั้นต้องมีบริษัทคนไทยถือหุ้น 51% และต่างชาติถือหุ้น 49% ซึ่งกลายเป็นปัญหาหลักของกลุ่มทุนต่างชาติว่าจะหากลุ่มทุนไทยกลุ่มใดเข้ามาร่วมถือหุ้นด้วย  ทั้งนี้ เนื่องจากธุรกิจสื่อสารเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก อย่างน้อยๆ หุ้นส่วนแต่ละฝ่ายต้องมีเงินลงทุนเบื้องต้นฝ่ายละ 1 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้หากบริษัทต่างชาติใช้วิธีการตั้งนอมินีมาเลี่ยงกฎหมายไทย ก็เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงอย่างมาก หากถูกหน่วยงานรัฐระบุ หรือถูกกระแสสังคมโจมตีดังเช่นที่เคยเกิดมาแล้วกับกลุ่มเทมาเสกโฮลดิ้ง นอกจากนี้ ยังต้องจับตาเรื่องการควบคุมมาตรฐานการให้บริการโทรศัพท์ 3G เพราะขณะนี้ กทช.ไม่ได้กำหนดมาตรฐานการให้บริการโทรศัพท์ 3จี มีเพียงการกำหนดพื้นที่ครอบคลุมการให้บริการเท่านั้นว่า ต้องครอบคลุมประชากรให้ได้ 80% หลังจากที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้ว 4 ปี แต่ไม่ได้กำหนดว่า ความเร็วมาตรฐานของการส่งข้อมูล หรือดาต้า นั้นอย่างต่ำต้องอยู่ที่ความเร็วเท่าใด เหมือนกับที่ บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ เคยถูกลูกค้าร้องเรียนว่า ความเร็วในการให้บริการต่ำกว่าที่โฆษณาไว้  ธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มกลยุทธ์ และกิจการองค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็ดเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค  ให้ความเห็นกรณีแนวโน้มบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาร่วมประมูลไลเซ่นส์ 3จี ว่าโดยส่วนตัวเขาเองมองว่า อาจจะได้เห็นว่ายักษ์ใหญ่ต่างชาติไม่เข้าร่วมประมูล!!!!   เนื่องจากเวลาในการตัดสินใจทำธุรกิจน้อยเกินไป เพราะ กทช.เพิ่งจะโรดโชว์ หลังจากอนุมัติกรอบเวลาการเปิดประมูลไลเซ่นส์ วันที่ 22-28 ก.ย. 2553 โดยคาดว่าจะสามารถประกาศผลผู้ชนะ การประมูลได้ในวันที่ 29 ก.ย. 2553 และให้ใบอนุญาตได้ภายใน 45 วัน เขากล่าวว่าการประมูลครั้งนี้เม็ดเงินลงทุนก็ค่อนข้างสูง รวมทั้ง การทำธุรกิจดังกล่าวก็มีข้อจำกัดสำหรับนักลงทุนต่างชาติพอสมควร แม้ว่าก่อนหน้า กทช. จะออกมายืนยันว่าต่างประเทศสนใจมากก็ตาม   ธนา คาดการเองว่า อาจจะมีบริษัทที่เข้าร่วมประมูลเพียง 3-4 รายเท่านั้น ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และดีแทค ส่วน บริษัท สามารถ คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) นั้น อาจจะมีความเป็นไปได้ และไม่ได้ที่จะเข้าร่วมประมูล อีกทั้งยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าราคาการประมูลจะจบลงที่เท่าไร แต่คาดว่าบริษัทที่จะชนะการประมูลน่าจะเป็นบริษัทที่มีเม็ดเงินจำนวนมากพอและพร้อมที่จะลงทุนโครงข่ายต่ออย่างเอไอเอส และดีแทค นักวิชาการฟันธงต่างประเทศอาจไม่ประมูล 3 G     ด้านดร.อนุภาพ ถิรลาภ ผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคมและสารสนเทศไทย กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้ว่า ท้ายสุดแล้วต่างประเทศอาจไม่สนใจเข้าร่วมประมูลในวันที่เปิด เพราะการลงทุนของต่างชาติยึดโยงตัวเลขที่จับต้องได้ และการประมาณการที่ถูกชัดเจน แต่ร่างประกาศ3Gของกทช.มีความไม่ชัดเจนในตัวเลขหลายรายการ รวมทั้งโครงสร้างอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย มีความไม่ลงตัวในเรื่องกฎเกณฑ์หลายอย่าง “สิ่งเหล่านี้เองจะทำให้เขาไม่สามารถคาดการได้ว่า ต้นทุนเท่าไหร่ ทำแล้วจะมีรายได้อย่างไร กำไรเท่าไหร่ มีข้อพิพาทตามมามากเป็นความเสี่ยงขนาดไหน”

ดร.อนุภาพ กล่าวว่า ต่างชาติต่างไปจากนักลงทุนไทยที่นิยมลงทุนไปก่อน และไปสร้างเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงเอาทีหลังผ่านการเจรจานอกระบบ โดยเรื่องที่ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในตัวเลข เช่น  เรื่องอินเตอร์คอนเนกชั่นที่ประกาศใช้มาร่วม 4 ปีแล้ว แต่ทีโอทียังไม่เข้าระบบ และที่เข้าระบบแล้วก็เก็บอัตราไม่เท่ากันคือ โอเปอเรเตอร์มือถือสามรายใหญ่เก็บกันที่อัตรา 1.07 บาทต่อนาทีรวมVAT ในขณะที่ฟากHUTCH คิดอัตรากับคนอื่นที่ 50 สตางค์ต่อนาที  ประเด็นนี้น่าจะสำคัญพอที่จะให้ต่างชาติ”คิด” และ “ระวัง”

standard IC rate เรื่องสำคัญที่อาจกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ แม้โอเปอเรเตอร์แต่ละรายสามารถเจรจากำหนดราคา IC กันเองได้  แต่ที่ผ่านมากทช.ยังไม่สามารถประกาศ standard IC rate หรืออัตราค่าเชื่อมต่อมาตรฐานออกมาได้ แม้ว่าร่างประกาศเรื่องนี้จะบังคับใช้มาตั้งหลายปีแล้ว หากต่างประเทศจะมาลงทุนประมูลและดำเนินธุรกิจ3G จะคาดการรายได้และต้นทุนได้ยาก  ในขณะที่ในตลาดต่างประเทศค่า IC นี้เป็นรายได้ที่สำคัญมากของโอเปอเรเตอร์ คือ ราว25% ของรายได้รวมมาจากการให้บริการให้ผู้อื่นมาเชื่อมต่อโครงข่ายตัวเอง  นอกจากนี้ยังมีรายการหลายรายการ ที่กระทบต่อการคาดการและประเมินตัวเลขอนาคตของการลงทุน 3G คือเรื่องการเรียกใช้คลื่นเก่ามาใช้ใหม่หรือ reuse frequency ว่ามีแนวทางอย่างไรในการคืนคลื่นหรือการจัดสรรคลื่นเดิม  เรื่องค่าอัตราค่าบริการ 3G ที่จะเรียกเก็บกับประชาชน เพราะกทช.ไม่มีร่างประกาศในส่วนนี้ ยกเว้นร่างในสัญญาเก่าที่ระบุเพียงว่าโอเปอเรเตอร์เก็บได้ในอัตราเพดานนาทีละ 3 บาทเท่านั้น เป็นร่างเดียวกับที่บริษัทมือถือทุกรายใช้อยู่   นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ว่า กทช.ออกใบอนุญาตครั้งนี้ ไม่ได้เป็นลักษณะ unified license คือจัดสรรแบบยึดที่การให้ทรัพยากรหรือความถี่ ส่วนผู้ได้รับจะเอาไปทำบริการอะไรก็ได้  แต่กทช.ออกใบอนุญาตโดยหลักเดียวกับกรมไปรษณีย์โทรเลขสมัยก่อน  คือเป็นใบอนุญาตที่ยึดตามเทคโนโลยี ซึ่งหากอนาคตมีบริการใหม่ๆเกิดขึ้นตามมาหรืออย่าง convergence ก็อาจจะมีการตีความ หรือต้องออกใบอนุญาตใหม่อีกหรือไม่  “กรณีนี้จะเป็นปัญหาเดียวกับที่คนมีความเห็นต่างกันว่า แท้จริงสัญญาสัมปทาน2G ที่ผูกติดกับ digital technology ยอมให้เอกชนสามารถทำบริการที่ GPRS หรือ EDGE หรือ HSPA ได้หรือไม่   ซึ่งสัญญาเดิมไม่น่าทำได้ แต่เอกชนก็อ้างว่าทำได้เพราะมีการแก้ไขเพิ่มเติม เพียงแต่ยังไม่มีคนฟ้องร้องเท่านั้น”  นอกจากนี้ยังมีเรื่องการทำบริการสาธารณะหรือ USO ที่ขาดความชัดเจนและเป็นแบบทั่วไป ไม่มีการลงรายละเอียดเฉพาะเจาะจงหรือระบุว่าให้ทำอะไรได้บ้าง

กทช.เล็งสถานที่ประมูลเข้มและสากล

พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ หัวหน้าคณะทำงานด้าน3Gของกทช. ได้ระบุผ่าน twitter ของเขาถึงความคืบหน้าในช่วงอีกเดือนกว่านี้ว่า  คณะกรรมการ 3.9G ประชุมเมื่อต้นเดือนสิงหาคม  มี สิ่งสำคัญที่ประชุมกันมี 2 เรื่องคือ งาน 3.9G Human D.N.A Expo และกระบวนการจัดการประมูล  คณะกรรมการต้องประชุมกันในวันหยุดที่ผ่านมาเนื่องจากตระหนักในความสำคัญ เร่งด่วน และข้อจำกัดของเวลา  การจัดงาน 3.9G Thailand Human D.N.A Expo มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไปเกี่ยวกับ 3.9G และตระหนักถึงประโยชน์ในชีวิตประจำวัน  คืบหน้าพอสมควร มีการ Open House เมื่อกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และคงจะมีการประชาสัมพันธ์กันอย่างจริงจังหลังจาก 15 ส.ค. ไปแล้ว   การจัดงานนิทรรศการจะเป็นช่วง 8-12 ก.ย. ซึ่งผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายสำคัญของประเทศไทยทั้งหมดจะมาร่วมในการให้ความรู้กับประชาชน  โดยAIS, DTAC, TrueMove, TOT, CAT ต่างตอบรับ โดยจะมีการจัดพื้นที่การแสดงขนาดใหญ่สุดทุกราย และคงต้องมีการแสดงศักยภาพกันเต็มที่นอกจากเรื่อง 3.9G Thailand Human D.N.A Expo คณะกรรมการได้ประชุมเรื่องกระบวนการจัดการประมูล ซึ่งได้ร่วมกันพิจารณาในรายละเอียดต่างๆ  เขาระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการประมูล3G ได้แก่ ความโปร่งใส เป็นธรรม และการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยต่อสายตาของชาวโลก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องละเอียดรอบคอบในทุกแง่มุม ตั้งแต่การเลือกสถานที่ ระบบรักษาความปลอดภัย การประชาสัมพันธ์ และกระบวนการประมูลในทุกขั้นตอน  สิ่งที่สำคัญอันดับหนึ่งได้แก่สถานที่ จะต้องเป็นระดับโลก น่าเชื่อถือ สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดี และไม่ห่างจากกรุงเทพฯ จนเกินไป การควบคุมรักษาความปลอดภัย ตลอดจนการตรวจสอบมิให้มีการทุจริตหรือสมยอมระหว่างผู้เข้าร่วมการประมูล ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้วัดความสำเร็จ  ทั้งนี้มีรายงานข่างคาดการว่า สถานที่ในการจัดประมูลถูกมองว่า จะห่างจากกทม.ไม่เกิน 300 กม.และเป็นสถานที่สากลคนต่างชาติรู้จักดี และมีความปลอดภัยในการดำเนินการด้วย

เหล่านี้คือบางแง่มุม  ท่ามกลางการนับถอยหลังเพื่อเข้าสู่ช่วงเวลาประมูล3G  แบบมีลุ้นทุกวัน !!!!!

สัญญาณใหม่ๆดังขึ้นตามลำดับ สัญญาณสุดท้ายจะเป็นอย่างไรต้องจับตา..!!!!!?

ที่มา: www.telecomjournal.net

ที่มา http://www.startpage.in.th/view/120227