ชงครม.เลิกสัมปทานมือถือ

Home / Mobile & Tablet / ชงครม.เลิกสัมปทานมือถือ

‘กรณ์’ ควง ‘จุติ’ เสนอครม.เศรษฐกิจแผนพัฒนา 3G ด้วยการยกเลิกสัมปทานมือถือเปลี่ยนเป็นใบอนุญาต 2G แก้ปัญหาแปรสัญญาที่สั่งสมมานับสิบปี ด้วยอายุใบอนุญาต 15 ปีค่าธรรมเนียม 12.5% ยันต้องแก้ 2G พร้อมกับเดินหน้าประมูล 3G ลั่นต้องเสร็จภายในปีนี้

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะเสนอแผนพัฒนา 3G ของรัฐบาลหรือแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศให้ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจพิจารณาในวันนี้ (19 ก.ค.) ซึ่งเป็นแผนที่ครบถ้วนและตอบโจทย์ว่า จะแก้ปัญหาสัญญาสัมปทานที่สะสมมานับสิบปี เพื่อให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้เกิดการแข่งขันที่เสมอภาคและยุติธรรมในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดให้ประชาชน

‘เราจะแยกเรื่อง 2G กับ 3G ออกจากกันไม่ได้ ต้องแก้เรื่อง 2G และเดินหน้า 3G ไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้การประมูลใบอนุญาต 3G เกิดการแข่งขันที่เสมอภาค สัมปทาน 2G ต้องได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ผิดกม. การฟ้องร้องระหว่างกัน ต้องได้รับการแก้ไขก่อน’

ในขณะที่การปรับโครงสร้างทั้งหมด ต้องมีบทบาทที่ชัดเจนของรัฐวิสาหกิจทั้งบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม โดยมีบทบาทเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานทั้งสองได้จัดตั้งเป็นบริษัทมหาชนแต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการที่ชัดเจน รวมทั้งต้องไม่มีบทบาทการเป็นผู้กำกับดูแล (Regulator)
รมว.คลังกล่าวว่าแผนที่จะเสนอครม.เศรษฐกิจคือจะยกเลิกสัญญาสัมปทานเดิม แล้วเปลี่ยนเป็นใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมภายใต้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) เช่นเดียวกับใบอนุญาต 3G โดยมีค่าธรรมเนียมใหม่รวมทั้งข้อกำหนดและเงื่อนไขต่างๆที่เท่าเทียมและเป็นธรรม

สำหรับเป้าหมายใน การยกเลิกสัมปทานแล้วเปลี่ยนเป็นใบอนุญาตนั้น จะทำให้การแข่งขันของผู้ประกอบการทุกรายมีกฎเกณฑ์ กติกา เสมอภาค เท่ากันเป็นครั้งแรก ,จะเป็นการปกป้องสิทธิประโยชน์ของรัฐไม่ให้สูญเสียรายได้ และเป็นการปูทางไปสู่การแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับ 3G รวมทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการใช้บริการ 2G หรือ 3G โดยเป็นการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการ ไม่ใช่เป็นข้อจำกัดที่เกิดจากเงื่อนไขและต้นทุนที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ วิธียกเลิกสัมปทานและออกใบอนุญาตใหม่นั้น เนื่องจากสัญญาสัมปทานเดิมของทรูมูฟ เอไอเอสและดีแทค เหลือ 3ปี 5 ปีและ8 ปี แตกต่างกัน ทำให้ที่ผ่านมาผู้ให้บริการแต่ละรายไม่ลงทุนเครือข่าย 2G เพิ่มเพราะความไม่ชัดเจนและความไม่มั่นคงของสัญญา ดังนั้นใบอนุญาตที่ออกมาใหม่ จะกำหนดอายุ 15 ปีและค่าตอบแทนรัฐ 12.5% เท่ากัน โดยตัวเลข 12.5% ถือเป็นตุ๊กตาที่คำนวณจากอายุใบอนุญาต การไปกู้ยืมเงินมาลงทุนเครือข่าย และตัวเลขผลตอบแทนให้รัฐ

‘เชื่อว่าการยกเลิกสัมปทานเปลี่ยนเป็นใบอนุญาต 2G จะทำให้รัฐได้ผลประโยชน์สูงกว่าสัมปทานในปัจจุบัน และกระแสเงินสดของผู้ให้บริการ เมื่อเทียบกับภาระในแต่ละปีที่ลดลงก็น่าจะรับได้ ซึ่งเป็นการแลกกันระหว่างความมั่นคงในการทำธุรกิจและรัฐได้รับรายได้มากขึ้น’ นายกรณ์กล่าวและว่าในขณะที่ 3G ก็สามารถประมูลได้เลย ถึงแม้จะยังมีปัญหาในเรื่องอำนาจตามกม.ว่าจะดำเนินการได้หรือไม่ หรือเป็นอำนาจของกสทช.ก็ตาม

ตามแผนที่คลังเสนอ เอกชนที่เลิกสัมปทานเปลี่ยนเป็นใบอนุญาต 2G จะต้องจ่าย 3 ส่วนคือ 1.ค่าแรกเข้าซึ่งแต่ละรายจะเสียไม่เท่ากันเพราะมูลค่าสัมปทานไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับอายุสัญญาที่เหลือ,จำนวนคลื่นความถี่ที่ถือครอง 2.ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปี 12.5% จากรายได้ซึ่งจะเท่ากับค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 3G และ 3.เค่าเช่าเครือข่าย 2G ที่เป็นทรัพย์สินของทีโอทีหรือกสท

ในส่วนของรัฐวิสาหกิจเจ้าของสัมปทานทั้งทีโอทีและกสท ก็ไม่มีความเสี่ยงในเรื่องที่ต้องส่งส่วนแบ่งรายได้ให้กทช.เพื่อนำส่งให้กระทรวงการคลังทั้งหมด ภายในระยะเวลา 1 ปีหรือ 3 ปีหลังพรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯมีผลบังคับใช้ โดยทีโอทีและกสท จะยังคงมีรายได้จากค่าเช่าโครงข่าย 2G ต่อไป รวมทั้งยังสามารถทำให้เกิดผู้เหมาช่วงทำการตลาด หรือ MVNO (Mobile Virtual Network Operator)

ในขณะที่ประชาชนผู้ใช้บริการ ก็สามารถมีทางเลือกต่อไปว่าจะใช้บริการ 2G หรือ 3G เนื่องจากระบบ 3G มีประโยชน์ในด้านสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง มีคนใช้เฉพาะกลุ่มซึ่งพิสูจน์แล้วในต่างประเทศว่ามีการย้ายลูกค้าจาก 2G ไป 3G จำนวนไม่มาก ส่วนกรณีที่กทช.ระบุว่าผู้ที่ได้รับใบอนุญาต 3G จะต้องเลิกให้บริการ 2G ทันทีที่สัมปทานหมดอายุ เนื่องจากกทช.เห็นว่า 2G และ 3G เป็นบริการที่ทดแทนได้นั้น รมว.คลังถามว่าการให้เลิกระบบ 2G เป็นผลดีกับประเทศชาติหรือไม่ เพราะการลงทุน 3G ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนสูง ทุกฝ่ายต้องลงทุนเพิ่ม ซึ่งสุดท้ายภาระจะไปตกกับประชาชน

‘การบังคับให้คนลงทุนเทคโนโลยีใหม่ โดยที่คนยังไม่มีความต้องการถือเป็นเรื่องที่ผิดในการบริหาร เพราะมันควรจะเกิดตามความต้องการที่แท้จริงไม่เช่นนั้นจะถือเป็นการสูญเปล่า’

นายกรณ์กล่าวว่า หากครม.เศรษฐกิจเห็นชอบตามแผนที่เสนอ ขั้นตอนต่อไปคือการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างสคร. กระทรวงการคลังและกระทรวงไอซีที โดยคาดว่าน่าจะมีกรรมการไม่เกิน 7 คนเพื่อจัดทำรายละเอียดของแผนดังกล่าวและนำกลับมาเสนอครม.ภายในเวลา 100 วัน โดยในเบื้องต้นได้มีการหารือกับพ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) แล้ว และหลังจากนี้จะต้องไปชี้แจงกับภาคเอกชนซึ่งได้มีการทดสอบแนวคิดดังกล่าวแล้ว ซึ่งเอกชนเห็นว่าหากรัฐมีแนวทางที่ชัดเจนออกมา เอกชนก็พร้อมสู้

‘ทุกอย่างต้องเสร็จภายในปีนี้ รวมทั้งการประมูล 3G ด้วย ซึ่งแผนดังกล่าวทุกหน่วยงานควรรับแนวคิดรัฐบาลไปพิจารณา และมีหน้าที่ต้องทำด้วย ในเมื่อกทช.ต้องทำประชาพิจารณ์ นี่คือความคิดเห็นอย่างเป็นทางการของรัฐบาล แผนนี้จะทำไม่ได้หากเอกชนคู่สัญญาสัมปทาน หรือกทช.ไม่เห็นด้วย ซึ่งต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจว่าไม่เห็นด้วยเพราะอะไร ไม่ใช่มีอำนาจแล้วจะทำอะไรก็ได้ และยังไม่ถือว่าช้าเกินไป เพราะยังไม่มีการประมูล 3G ยังไม่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา’ รมว.คลังกล่าวและเมื่อถูกถามว่าแผนมีโอกาสสำเร็จกี่เปอร์เซ็นต์ นายกรณ์ย้ำว่า ‘ไม่มีเหตุผลว่าทำไมไม่ 100%’

ที่มา Manager

ที่มา http://www.startpage.in.th/view/111485