ไทยคมยันไม่ผิดสัญญา พร้อมเจรจาพิสูจน์ความจริง

Home / Mobile & Tablet / ไทยคมยันไม่ผิดสัญญา พร้อมเจรจาพิสูจน์ความจริง

ไทยคมสวนกลับบอร์ดมาตรา 22 ยันไม่ผิดสัญญาสัมปทาน ทุกอย่างเดินตามสัญญาถูกต้อง ผ่านความเห็นชอบกระทรวงไอซีที มองคนละมุมตีความคนละอย่าง หากเห็นว่าผิดก็ส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ และต้องเจรจาเพื่อพิสูจน์ความจริง หากเจรจาไม่จบให้อนุญาโตตุลาการตัดสิน

นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการมาตรา 22 ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วม หรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ.ร่วมทุน) ในส่วนของสัญญาดาวเทียมไทยคมที่มีการพิจารณาว่าไทยคมผิด ไอพีสตาร์นอกสัญญาว่า ไทยคมได้ดำเนินการตามขั้นตอนถูกต้องทุกอย่างตามที่สัญญาระบุ อย่างกรณีที่ต้องให้คืนเงินประกัน 6.7 ล้านเหรียญสหรัฐที่ได้จากดาวเทียมไทยคม 3 เสียและต้องปลดระวางก่อนกำหนดนั้น เป็นเรื่องที่บริษัทขออนุญาตจากทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอซีทีเห็นชอบอนุมัติ

ปัญหาไทยคมเสียเกิดขึ้นเมื่อปี 2546 จึงมีการเสนอสร้างไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์ แต่ไม่ทันบริษัทจึงต้องไปหาช่องสัญญาณมาเพิ่มเพื่อให้เกิดการบริการต่อ เนื่อง และหาดาวเทียมมาทดแทน ส่วนที่ได้จากการประกันความเสียของไทยคม 3 จำนวน 33 ล้านเหรียญสหรัฐก็ส่งให้กับกระทรวงไอซีที และส่วนที่เหลือจากการนำไปหาช่องสัญญามาให้บริการกับลูกค้าจำนวน 26 ล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทได้มีการนำไปสร้างดาวเทียมไทยคม 5 เพื่อทดแทนไทยคม 3 ที่มีปัญหา โดยต้องเพิ่มเงินอีก 75 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากไทยคมต้องใช้เงินลงทุน 101 ล้านเหรียญสหรัฐ

“ถ้าจะให้คืนเงิน 6.7 ล้านเหรียญก็คืนส่วนแบ่งรายได้ที่เราส่งให้กลับมา เพราะถือว่าเราไม่ได้ดำเนินการแล้ว”

อีกประเด็นที่บอร์ดมาตรา 22 พิจารณาแล้วเห็นว่า ไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์ ไม่ใช่ดาวเทียมสำรองไทยคม 3 แต่เป็นดาวเทียมดวงใหม่ที่จัดส่งขึ้นสู่วงโคจรนอกสัมปทาน ผู้บริหารไทยคมยืนยันว่าเป็นไปตามสัญญาสัมปทานที่ระบุว่า คุณสมบัติของดาวเทียมสำรองจะต้องไม่ด้อยกว่าดาวเทียมหลัก และดาวเทียมสำรองชุดที่ 1 และได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงเจ้าขอสัมปทานก่อน ส่วนปริมาณช่องสัญญาณและชนิดของย่านความถี่ ให้เป็นไปตามที่กระทรวงและบริษัทจะตกลงกัน

“ถ้าจะมองแบบจับผิดยังไงก็ผิด เพราะเดินซ้ายก็ผิด เดินขวาก็ผิด เดินตรงก็ผิด มีใครกล้าพูดหรือไม่ว่าไอพีสตาร์ประสิทธิภาพด้อยกว่าไทยคม 3 แล้วถ้ายกเลิกไอพีสตารร์รัฐเสียหายใครรับผิดชอบ ถ้าบอกว่าเราผิดก็ทำหนังสือมา”

สำหรับประเด็นการลดสัดส่วนการถือหุ้นจาก51% เหลือ 41% โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของครม. บอร์ดมาตรา 22 พิจารณาแล้วว่าให้ไปถือหุ้นในสัดส่วนเดิมนั้น นายอารักษ์ยังยืนยันว่าชิน คอร์ปอเรชั่น ยังจะถือหุ้นในสัดส่วนที่ 41% และคณะกรรมการหรือบอร์ดก็ดำเนินการโดยคนไทย มีงชาติเพียงคนเดียวที่มาช่วยในเรื่องกระบวนการทำงานและการตลาด และไม่มีคำสั่งจากเทมาเส็กแต่อย่างใด

ที่ผ่านมารัฐไม่เคยมีหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรถึงไทยคมว่าทำผิด สัญญา และที่มีกระแสข่าวด้านต่างๆ ออกมาเป็นเพียงความเห็นจากฝ่ายต่างๆ ผ่านสื่อ สำหรับการข้อสรุปของบอร์ดมาตรา 22 ก็เป็นเพียงแนวทางที่ศึกษาและเสนอแนะเท่านั้น ไม่มีอำนาจในการอนุมัติ ผู้ที่มีอำนาจคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที แต่ถ้ารัฐต้องการให้จัดส่งดาวเทียมดวงใหม่แทนไอพีสตาร์ก็ต้องมีการเจรจากัน ว่าดาวเทียมต้องเป็นแบบไหน ตลาดมีความต้องการหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีดีมานด์ก็เป็นการเสียเงินในการสร้างและจัดส่งให้กับต่างชาติไป

“มองกันคนละมุมตีความกันคนละอย่าง เข้าใจไม่ตรงกันก็บอกเราผิด เมื่อบอกว่าผิดก็ต้องพิสูจน์กัน ถ้าเจรจากันไม่จบก็ต้องให้อนุญาโตตุลาการตัดสิน การยึดสัมปทานไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้ายืนยันว่าผิดก็ต้องแก้ไข ไม่ใช่ทำแบบนักเลงที่อยู่เดินมายึดไปเลย”

นายอารักษ์กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลอ้างเรื่องความมั่นคงเพื่อยึด สัมปทานว่า ทุกอย่างก็ดำเนินการตามขั้นตอน และให้ความร่วมมือเต็มที่ เช่น การขอความร่วมมือกับลูกค้ากรณีของพีเพิลทีวี หรือพีทีวี ที่มีการแพร่ภาพ หรือบรอดแคสที่กระทบกระเทือนความมั่นคง แต่รัฐบาลเร่งให้ปิด การปิดช่องสัญญาณนี้ก็ต้องปิดทั้งทรานสปอนเดอร์ที่ส่งออกไป ซึ่งทรานสปอนเดอร์ที่มีช่องพีทีวีอยู่มีทั้งหมด 17 ช่อง ซึ่งก็ต้องปิดทั้งหมด และหลังจากนี้เชื่อว่าลูกค้าที่ได้รับจากผลกระทบที่ปิดทรานสปอนเดอร์ที่มีพี ทีวีอยู่ต้องฟ้องไทยคมแน่

สำหรับการดำเนินกิจการของบริษัทไทยคมในส่วนของไอพีสตาร์โตปีละ 30% และปีนี้คาดว่าจะโตถึง 50% ส่วนไทยคม 5 ขณะนี้ช่องสัญญาณที่ให้เช่าเหลือเพียงเล็กน้อย และการย้ายลูกค้าจากไทยคม 2 มาไทยคม 5 ก็เกือบหมดแล้ว ด้านการลงทุนหากจะมีการสร้างดาวเทียมดวงใหม่ไทยคมยืนยันว่ามีเม็ดเงินลงทุน พร้อม ซึ่งคาดว่าจะใช้ประมาณ 100-200 ล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นอยู่กับขนาดของดาวเทียมเป็นหลัก

ที่มา Manager

ที่มา http://www.startpage.in.th/view/108462