iPhone 6 Plus Vs Galaxy Note 4 รีวิวรอบชิงชนะเลิศ!!

Home / Mobile & Tablet / iPhone 6 Plus Vs Galaxy Note 4 รีวิวรอบชิงชนะเลิศ!!

ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังเวียนการต่อสู้รุ่น heavy weight ที่ดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์มือถือ  เป็นครั้งแรกที่ apple ก้าวเข้าสู่ตลาด phablet [1]ที่ซัมซุงครองความเป็นเจ้าตลาดมานานกว่า 4 ปี (ซัมซุงเป็นผู้สร้างตลาดนี้ขึ้นมาหรือไม่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่)  นั่นหมายถึง บริษัทยักษ์ใหญ่สองบริษัท แนวคิดสองขั้วที่ตรงกันข้าม มือถือขนาดใหญ่สองรุ่น กำลังแข่งขันกันเอาชนะใจลูกค้าอย่างเราๆโดยที่ทั้งสองมีแนวทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  ไม่มีสงครามมือถือครั้งไหนจะยิ่งใหญ่กว่านี้อีกแล้ว หมายความตามนั้นทุกคำ  เพราะฉะนั้น นั่งประจำที่รัดเข็มขัดได้เลย งานนี้สนุกแน่

การออกแบบ – การใช้งาน กับ ความสวยงาม

ถ้าจะเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของ Galaxy Not 4 กับ iPhone 6 Plus นั้น  การออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด  ฝีมือการออกแบบแนวเรียบง่ายแต่ดูมีระดับ (minimalist) ของ Apple นั้นเป็นที่กล่าวขานกันมานานแล้ว  ในขณะที่ซัมซุงนั้นในวงการขบขันกันมานานหลายปีว่ามีรูปลักษณ์ที่ขี้เหร่

image001

Galaxy Note 4 (left) iPhone 6 Plus (right) – image credit: Gordon Kelly

  • iPhone 6 Plus: 158.1 x 77.8 x 7.1 มม. (6.22 x 3.06 x 0.28 นิ้ว) นน. 172 กรัม (6.07 ออนซ์)
  • Galaxy Note 4: 153.5 x 78.6 x 8.5 มม. (6.04 x 3.09 x 0.33 นิ้ว) นน. 176 กรัม (6.21 ออนซ์)

แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุป  อย่างที่ผมได้กล่าวไว้ในบทวิจารณ์ iPhone 6 Plus Long Term Review Phablet ตัวแรกของ Apple ตัวนี้ได้รับการสรรค์สร้างมาอย่างดีเลิศ ตัวเครื่องทำจากวัสดุชั้นยอดและมีขอบเครื่องที่ไร้เหลี่ยมอย่างไรก็ตามApple อาจจะกำลังแสดงให้ทุกคนเห็นถึงคำว่า “ดูเหมือนจะดี” โดยใช่เหตุ

ตัวเครื่องที่ไม่มีความโค้งมนจะทำให้รู้สึกว่าถือไม่ถนัดในขณะที่เครื่องทำจากอลูมิเนียมผิวเรียบกริบมีการประกอบแบบเป็นเนื้อเดียวไม่มีโครง[2]ให้ความรู้สึกลื่นมือเหมือนกับกำลังถือสบู่ ดังนั้น เคส(ปลอก)ถือเป็นสิ่งจำเป็น ในขณะเดียวกัน กล้องนั้นนูนออกมาจากตัวเครื่องทำให้ดูไม่ดีและกลายเป็นจุดสัมผัสทุกครั้งที่วางเครื่อง นั่นหมายถึงตัวเครื่องจะไม่ราบลงบนพื้นทำให้พื้นหลังที่แบนเรียบนั้นไม่มีประโยชน์เข้าไปใหญ่

image002

iPhone 6 Plus looks better,
but Note 4′s textured back offers better grip (image credit: Gordon Kelly)

อีกด้านหนึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า Note 4จะสวยงามดึงดูด  Phablet รุ่นที่ 4 ของซัมซุงนี้พัฒนามากขึ้นด้วยการใช้โครงโลหะที่คงตัว (ไม่มีการงอ)และเพิ่มความนุ่มนวลโดยการติดหนังเทียมด้านหลัง  แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ชนะการประกวดความงามแต่อย่างใด

ความพยายามของซัมซุงที่จะรวมปุ่ม home แบบกดเข้ากับปุ่มอื่นๆที่เป็นแบบสัมผัสทำให้หลายๆคนไม่ปลื้ม และดูเหมือนว่าซัมซุงก็ยังไม่ไปในองศาที่ถูกต้องเหมือนกับพวกMotorola  HTC หรือ LGครั้งนี้ Note 4 ดูเป็นของถูกรูปทรงเหลี่ยม ไม่เหมือน Note 3 ที่ดูเป็นของถูกรูปทรงโค้งมน  ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไร (โดยการย่อมุมขอบแทบจะทุกขอบที่มี) ซัมซุงนั้นไม่สามารถออกแบบให้โดนใจได้จริงๆ

แต่ทว่า สิ่งที่ Note 4 เอาชนะ iPhone 6 Plus ได้ในภาพรวมก็คือ ความถนัดในการใช้งาน  ด้านหลังของเครื่องมีการเพิ่มความโค้งมนและผิวสัมผัสทำให้รู้สึกดีเวลาถือ (แม้เครื่องจะกว้างกว่าก็ตาม) และจับถนัดมือซึ่งจะทำให้การใช้งานมือเดียวมีความเป็นไปได้ (เพิ่มเติมประเด็นนี้ภายหลัง)   ยิ่งไปกว่านั้น ขอบเครื่องก็บางกว่ามาก แบ็ตเตอรี่ถอดเปลี่ยนได้ และมี microSD การ์ดที่ขยายความจุได้

image003

Galaxy Note 4 has a removable battery and expandable storage
(image credit: Gordon Kelly)

กล้อง Note 4 ที่นูนออกมาอาจจะใหญ่กว่าiPhone 6 Plus ด้วยซ้ำ แต่ก็ทำให้กระจายแรงกระแทกออกไปได้กว้างกว่า  แต่อย่าเข้าใจผิด ยังไงก็ต้องมีการกระแทกและการขีดข่วน แต่โดยทั่วๆไปก็ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่ทนทานกว่า ถือแล้วรู้สึกดีกว่า และมีความยืดหยุ่นมากกว่า

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความภักดีในการใช้งาน iOS หรือ Android ของคุณจะเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะชอบอะไรมากกว่ากัน แต่สำหรับกลุ่มทีกลางๆที่ไม่ได้รู้สึกแย่กับข้อด้อยด้านรูปลักษณ์ Note 4 เป็นงานออกแบบที่ดีกว่าที่จะอยู่ด้วยเป็นอย่างมาก  ผมนึกอยากให้ Samsung ทำรุ่นนี้ให้กันน้ำเหมือน Galaxy S5 ซึ่งไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่าทำไมจึงขาดข้อนี้ไป

image004

iPhone 6 Plus uses an IPS display while the Note 4 has Super AMOLED
(image credit: Gordon Kelly)

 

จอแสดงผล – น่าตื่นตาตื่นใจ หรือ สงบสุขุม

Note 4 มีข้อดีที่เห็นเป็นรูปธรรมเช่นกัน คือ หน้าจอมีขนาดใหญ่กว่า และความละเอียดสูงกว่า

  • iPhone 6 Plus: หน้าจอ IPS 5.5-นิ้ว , ควมละเอียด 1,920 x 1,080 (401 พิกเซลต่อนิ้ว)
  • Galaxy Note 4: หน้าจอ Super AMOLED 5.7-นิ้ว, ความละเอียด 2,560 x 1,440 (515 พิกเซลต่อนิ้ว)

จอแสดงผลทั้งสองรุ่นนี้ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของทั้งสองบริษัท  Apple ไม่เคยสร้างหน้าจอที่ใหญ่และมีความละเอียดมากขนาดนี้มาก่อน ในขณะที่ซัมซุงมีจอขนาด 5.7 นิ้วมาแล้วใน Note 3 แต่ได้ขยับความละเอียดเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2000 พิกเซลใน Note 4   จอแสดงผลทั้งสองรุ่นนี้น่าตื่นตาตื่นใจทีเดียว ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของเครื่องรุ่นใดรุ่นหนึ่งเมื่อเปิดหน้าจอ lock screen ขึ้นมาก็จะต้องมีรอยยิ้มแน่ๆ

นี่คือการแสดงผลหน้าจอทั้งสองรุ่นเทียบเคียงกันซึ่ง Note 4 มาเหนือกว่า  จอแบบ AMOLED ให้สีที่สดและสว่างกว่าคู่แข่งที่สำคัญคือจอ IPS รุ่นต่างๆ และนี่คือสิ่งที่ผู้คนชื่นชอบ  จอ IPS ต่อกรด้วยการให้สีที่เป็นธรรมชาติมากกว่า  แต่ในเมื่อสนามแข่งขันเป็นไปอย่างดุเดือดซัมซุงก็ยังสามารถคุมเกมส์เรื่องความเกินจริงของสีได้เป็นอย่างดีใน Note 4

ยิ่งไปกว่านั้น Note 4 ยังเก็บรายละเอียดภาพได้มากกว่าอีกด้วย Apple อาจจะเคยจัดว่าความละเอียดระดับเท่าจอตาของมนุษย์[3]ก็คือ 326 พิกเซลต่อนิ้วหรือสูงกว่านั้น  แต่ทว่า เมื่อเป็นการใช้งานของหน้าจอที่มีขนาดใหญ่อย่างนั้น คนเราจะรับรู้ความแตกต่างของความละเอียดที่สูงกว่านั้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดูวีดีโอ (ซัมซุงยังสามารถทำหน้าจอให้ใหญ่กว่า iPhone 6 Plus ถึง 0.2 นิ้ว ในขณะที่เครื่องมีขนาดสั้นกว่า ทั้งนี้เนื่องมาจากหน้าจอมีขอบที่แคบกว่ามาก)

image005

iPhone 6 Plus homescreen in landscape mode (image credit: Gordon Kelly)

คุณลักษณะเด่น –มากเกินพอ กับ น้อยเกินไป

จุดสนใจในที่นี้คือความสามารถในการทำงานต่างๆ โดยเฉพาะในด้านที่จะใช้ความได้เปรียบของขนาดทีใหญ่ของ phablet

โดยสรุป iPhone6 Plus มีดีที่ศักยภาพในการพัฒนาต่อยอด หน้าจอหลักสามารถแสดงได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอนApple ก็ได้เพิ่มความสามารถในการทำงานตามแบบ iPad เข้าไปใน application หลักหลายๆตัวในการทำงานแนวนอน (เช่น stockapp ที่เห็นด้านล่าง)  ต่อจากนี้ก็ต้องรอดูว่าผู้พัฒนา application รายอื่นๆจะนำข้อได้เปรียบนี้ไปใช้หรือไม่อย่างไร

image006

iPhone 6 Plus – Stocks app in landscape mode (image credit: Gordon Kelly)

 

อีกด้านหนึ่ง Note 4 เองก็รวมเอากลยุทธ์ของ phabletที่ผ่านมาทั้ง 4 รุ่นของซัมซุงเข้าไว้อย่างเห็นได้ชัด

ข้อแตกต่างที่เห็นชัดที่สุดก็คือปากกา S Pen ของ Note 4  การนำ stylus มาใช้งานน่าจะหมดไปตั้งแต่เมื่อ iPhone ถือกำเนิดขึ้นมาแต่แรกแล้ว แต่เมื่อหน้าจอมีขนาดใหญ่เช่นนี้การใช้ stylus ก็ดูจะเข้าท่าขึ้นมาอีกครั้ง  หลักๆก็เนื่องมาจาก S Pen ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเขียนได้คล่องเหมือนปากกาจริงๆแต่ดียิ่งกว่าด้วยมีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงกว่ามาก

image007

Note 4 with integrated S Pen stylus (image credit: Gordon Kelly)

การเขียนลงบนหน้าจอนั้นใช้เวลาวันสองวันถึงจะคุ้นชิน แต่หลังจากนั้นไปจะเหมือนกับว่ามีสมุดจดไว้ใช้งานตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการเซ็นเอกสาร จดบันทึกบนหน้าจอ หรือแค่ใช้งานโทรศัพท์ทั่วๆไปก็เป็นสิ่งที่รวดเร็วและได้อย่างใจNote4 จะทำการกวนใจคุณเมื่อใดก็ตามที่เครื่องไม่สามารถติดต่อกับ S Pen ได้ซึ่งนั่นก็จะทำให้คุณเลิกทำ S Pen หาย  สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องความฉลาดของเครื่องซึ่ง Ian จะเจาะลึกรายละเอียดเรื่องนี้ในบทวิจารณ์ Note 4 review โดยเฉพาะ

image008

The S Pen stylus with the Note 4 writes with exceptional quality
(image credit: Gordon Kelly)

เรื่องฉลาดๆอีกเรื่องของ Note4 ก็คือเรื่องการแสดงผลหลายๆหน้าจอพร้อมๆกัน[4] สามารถใช้งานโปรแกรมต่างๆไปพร้อมๆกันได้หลายๆหน้าจอ และสามารถย่อ-ขยายขนาดเท่าไรก็ได้  ถ้าเราต้องการดูวีดีโอ Youtube ไปพร้อมๆกับการท่องเว็บหรือการอ่านอีเมลก็สามารถทำได้  เราสามารถเรียกใช้คุณสมบัตินี้ได้โดยใช้รูปแบบการเคลื่อนไหวของนิ้ว[5] นั่นหมายความว่าอาจมีการเรียกใช้งานคุณสมบัติเหล่านี้โดยไม่ได้ตั้งใจก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังคงเป็นการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาดจากความใหญ่ของ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณสมบัตินี้ยังไม่ได้รับการสนับสนุนการใช้งานจาก Android

image009

Galaxy Note 4 multi-window mode
(image credit: Gordon Kelly)

 

นี่แหละคือจุดที่ความเกินพอเกิดขึ้น  เมื่อข้อเท็จจริงคือ Google ยังไม่มีการพัฒนาโปรแกรมสำหรับการใช้งาน phablet  ภาระในการพัฒนาโปรแรกมทั้งหมดจึงตกอยู่กับซัมซุง  สิ่งนี้ส่งผลให้มีโปรแกรมที่เกินความจำเป็น[6]เกิดขึ้นมากมาย และของ Note มีมากกว่า Galaxy S5 เสียอีก  โปรแกรม TouchWizทำให้เสียความรู้สึกกับการใช้งาน Android รุ่นเฉพาะของซัมซุงเอง[7]แย่ยิ่งกว่าโปรแกรมหน้าหลักที่มาจากผู้พัฒนาโปรแกรมรายอื่นๆ ถึงแม้ว่าจะมี Google Launcher ออกมาแก้ปัญหาก็ตาม

ตามที่กล่าวมานั้น แม้ว่าปัจจุบัน Note 4 จะเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณลักษณะของ phablet สมบูรณ์กว่าก็ตาม  แต่ในระยะยาวถ้าหากว่า Google ไม่มีการผลักดันพัฒนา Nexus 6 ออกมาให้เป็น phablet แล้ว  ความได้เปรียบจะไปอยู่กับApple มากกว่า

 

ระบบAndriod กับ iOS 8

เรื่องของโทรศัพท์สองรุ่นนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเปรียบเทียบแบบตัวต่อตัวระหว่าง Android กับ iOS 8 เลย (ผมจะพูดถึงประเด็นนั้นโดยเฉพาะเมื่อ Android 5.0 Lollipop ทำการเปิดตัว)  อย่างไรก็ดี มีจุดที่เป็นประเด็นน่าสนใจเช่นกัน

ในส่วนของ Apple ประเด็นใหญ่ที่มากับ iPhone 6 และ  iPhone 6 Plus ก็คือความสามารถในการทำงานร่วมกันของ Apple Pay กับระบบความปลอดภัยที่เรียบง่ายของ TouchID  ด้านซัมซุงเองก็ยังคงเสนอระบบความปลอดภัยแบบ sensor ที่จับลายนิ้วมือจากการเลื่อนนิ้ว (ใช้ได้กับ Paypal) รวมถึงตัวจับอัตราการเต้นของหัวใจที่อยู่ด้านหลังข้างๆกับ flash ซึ่งมีการใช้งานร่วมกับโปรแกรม S Healthfitness ของซัมซุงเอง

image010

Galaxy Note 4 TouchWiz interface, apps and S Health

 

อีกครั้งอย่างไรเสียก็คงรู้สึกได้ว่าซัมซุงยังคงทำการเปลี่ยนแปลงแก้ไข Android อยู่บ้างเพื่อประโยชน์ของตน เป็นความจริงที่ซัมซุงได้ลดการแก้ไข Android ในรูปแบบเฉพาะมาตั้งแต่ที่ Google ได้ทำการตักเตือนแล้ว  และการดัดแปลงในลักษณะเช่น การสลับตำแหน่งของปุ่มย้อนกลับ กับปุ่ม multitasking แทบจะไม่มีผลอะไรเลย เช่นเดียวกับการเปลี่ยนหน้ากากของหน้าจอกดเบอร์หรือหน้าสมุดโทรศัพท์หรืออื่นๆก็เช่นเดียวกัน

ส่วนในด้านดี ซัมซุงมีความพยายามมากกว่า Appleที่จะดัดแปลงระบบของตนให้เหมาะกับการใช้งานแบบมือเดียว ในขณะที่ Apple เน้นไปที่ทำอย่างไรให้นิ้วเอื้อมถึง (เช่น สามารถลากหน้าจอไปมาได้โดยการแตะปุ่ม home ย้ำๆสองครั้ง)  ซัมซุงทำให้ผู้ใช้งานย่อขนาดหน้าจอได้โดยใช้งานได้เหมือนเดิม สามารถเลื่อนคำสั่งการทำงานหลักไปยังจุดไหนก็ได้บนหน้าจอ และยังสามารถย่อขนาด keyboard ได้ สามารถย่อขนาด keyboard ด้วยโปรแกรม Swiftkey ก็ได้ แต่ก็ทำให้รู้สึกดี

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้สามารถทำให้ Note4 เป็นอุปกรณ์ใช้งานมือเดียวได้หรือไม่  ใกล้เคียงทีเดียว ต้องใช้ความพยายามอีกเล็กน้อย

image011

Samsung customisation means Note 4 can be used one handed more easily than iPhone 6 Plus (image credit: Gordon Kelly)

สมรรถนะการทำงาน – มองข้ามรายละเอียดทางเทคนิค

ถ้าดูข้อมูลจะเหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมาเปรียบเทียบกันได้

  • iPhone 6 Plus: Apple A8 chipset – dual core 1.4GHz CPU, quad-core PowerVR GX6450 GPU, 1GB RAM
  • Galaxy Note 4: 1.9GHz Octa Core (1.9GHz Quad + 1.3GHz Quad Core) Process, 3GB RAM

ดูจากข้อมูลอาจจะเหมือนว่า Note 4 เป็นโทรศัพท์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า แต่ทว่า iPhoneก็ไม่ใช่แค่ใช้ได้ในระดับหนึ่งในทุกด้าน ในโลกแห่งการใช้งานจริงของสองรุ่นนี้ iPhone 6 Plus คือโทรศัพท์ที่เร็วกว่า ตอบสนองได้ดีกว่า

เวลาในการเรียกใช้งานโปรแกรมของ iPhone 6 Plus ก็เร็วกว่าเล็กน้อย แม้กระทั่งในส่วนของโปรแกรมการทำงานที่เหมือนกันทุกประการ Note 4 ก็ยังคงมีอาการของการสะดุดเล็ดรอดออกมาให้เห็น ผมไม่โทษ Android เลยในเรื่องนี้  นี่คือปัญหาเรื้อรังของซัมซุงมานานแล้ว

TouchWiz นั้นไม่มีประสิทธิภาพ  ซัมซุงได้พยายามแล้วที่จะปรับให้การทำงานเรียบลื่นขึ้น แต่แค่การเลื่อนดูโปรแกรมพื้นฐานต่างๆก็ยังคงรู้สึกสะดุด  พบว่าทุกอย่างทำงานอย่างเรียบลื่น แม้แต่ iPhone6 Plus ก็ใช่ว่าจะเหนือกว่า

ผมรู้สึกสงสารการดัดแปลง TouchWiz บน Note 4 ของซัมซุงมากกว่าโทรศัทพ์อื่นๆ เพราะว่าสิ่งที่คนอื่นทำจัดเป็นการเพิ่มคุณค่าให้แก่ phablet   การทำงานที่สะดุดไม่ควรจะเกิดขึ้นกับ Note 4 เลย

ยิ่งไปกว่านั้น Note 4 มีเครื่องที่ร้อนกว่า iPhone 6 Plus มากเมื่อใช้งานหนัก  มันไม่ถึงกับร้อนจัดจนจะไหม้แต่มันก็ทำให้มือเรารู้สึกร้อนขึ้นได้ (เหมาะกับวันอากาศหนาวไหม?) ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้ในเมื่อ iPhone 6 Plus เป็นเหมือนเป็นกล่องเก็บความร้อนขนาดย่อมๆด้วยตัวเครื่องที่บางสุดๆ

แต่ท้ายที่สุด phablet ทั้งสองตัวก็ทำงานเร็วมาก และผ่านมาระยะหนึ่งแล้วก็ยังไม่มีตัวไหนได้รับการทดสอบบนโปรแกรมใดๆจากผู้พัฒนาอื่นๆ อย่างไรก็ดี iPhone 6 Plus ก็ทำทุกอย่างได้อย่างประณีตกว่า

image012

iPhone 6 Plus (left), Note 4 (right) picks up more detail viewed full size
(image credit: Gordon Kelly)

 

 

 

กล้อง – บทสรุปดีที่สุดของกลุ่ม

กล้องของ iPhone 6 Plus น่าจะเป็นจุดเด่นที่เป็นตัวปราบคู่แข่งของ iPhone ยุคใหม่  แม้จะยังคงเป็น 8 เม็กกะพิกเซลมาเป็นเวลา 4ปีติดต่อกันแล้ว  แต่ความเป็นจริงคือ เป็นกล้องที่สมควรได้รับการยกย่อง  อีกครั้งที่เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลกับ Note 4 แล้ว ดูเหมือนจะไม่ใช่เป็นคู่ต่อสู้กัน

  • iPhone 6 Plus: ความละเอียด 8 เม็กกะพิกเซล, รูรับแสง f2.2, วีดีโอ 1080p . กล้องหน้า: 1.2MP, วีดีโอ 720p
  • Galaxy Note 4: ความละเอียด16 เม็กกะพิกเซล, รูรับแสง f2.2 , วีดีโอ 4k (2160p) . กล้องหน้ส: 3.7MP, วีดีโอ1440p

 

ดูข้อมูลเหมือนกับ Apple ยังคงตบตาผู้อื่นด้วยข้อมูลทางเทคนิคแต่ด้วยตัวช่วยต่างๆ sensorของรูรับแสง f2.2 ที่มีคุณภาพดีขึ้น Focus Pixels ที่ทำให้การปรับโฟกัสเร็วขึ้น  ไฟแฟลชคู่สองโทน  และตัวปรับความนิ่งของภาพ (OIS)[8]ทำให้ภาพถ่ายที่ออกมามีคุณภาพที่ดีจนหาตัวจับยาก

image013

iPhone 6 Plus camera has superb colour reproduction
(image credit: Gordon Kelly)

ความเร็วชัตเตอร์ และความสมจริงของสีนั้นน่าประทับใจอย่างยิ่งยวด กล้องสามารถทำงานได้ดีในสภาพแสงน้อยมากๆดังที่แสดงให้เห็นในการถ่ายภาพไฟแช็คในที่มืดสนิท

image014

iPhone 6 Plus in low light (image credit: Gordon Kelly)

แต่ในขณะเดียวกัน Note 4 ก็สามารถใช้ประโยชน์จาก spec ที่เลอเลิศของตนได้ดีมาก  ไม่ใช่เพียงแค่ทำผลงานเท่ากับ iPhone 6 Plus แต่ทำได้ดีกว่าในบางสถานการณ์เลยทีเดียว  ทดสอบแบบเหมือนกันทุกประการด้วยการถ่ายภาพไฟแช็ค สามารถเห็นได้ว่า Note 4 ให้ภาพที่น่าประทับใจกว่า ถึงแม้ว่าความแตกต่างหลักๆของทั้งสองรุ่นจะอยู่ที่สภาพแสงเยอะก็ตาม ในสภาวะนั้นกล้องที่มี sensor ใหญ่กว่าจะสามารถเก็บรายละเอียดได้มากกว่า (ดังภาพของใบไม้ด้านบน)

image015

Galaxy Note 4 camera has incredible detail, but can oversharpen
(image credit: Gordon Kelly)

 

ถ้าจะมีข้อติติง Note 4 สักอย่างหนึ่งก็น่าจะเป็นความที่ซัมซุงหมกมุ่นกับการปรับความคมชัดของทุกสิ่งทุกอย่าง และ ณ จุดหนึ่ง ประเด็นนี้ก็ถูกสังเกตเห็นได้เมื่อในภาพมีต้นกำเนิดแสงมาจากหลายๆแหล่ง

iPhone 6 Plus ก็ต่อสู้มาด้วยการถ่ายวีดีโอภาพช้าที่มีความคมชัดสูงกว่า และอัตรา 240 เฟรมต่อวินาทีทำให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ  แต่ในการถ่ายวีดีโอมาตรฐาน Note 4 ทำได้ดีกว่าด้วยความละเอียดของภาพวีดีโอ 4000 พิกเซล (เตรียมพร้อมสำหรับคลื่นยักษ์ของ TV 4000 พิกเซลที่จะมีราคาที่ซื้อได้ในปี 2015)  นอกจากนั้น  แม้ว่ากล้องหน้าของทั้งสองรุ่นจะปรับให้คุณภาพลดลง แต่กลุ่มคนชอบ selfie จะต้องพึงพอใจกับภาพของ Note 4 มากกว่า

ผู้ที่เป็นเจ้าของโทรศัพท์รุ่นใดรุ่นหนึ่งก็ตามในสองรุ่นนี้จะต้องตื่นเต้นไปกับกล้องที่ทั้งสองบริษัทสร้างสรรค์ขึ้นมา  สำหรับผม Note 4 ใช่เลย แต่สำหรับผู้ที่มุ่งมั่นจะปลดปล่อยพลัง Zack Snyder[9]ในตนด้วยการถ่าย slow motion มากมายมหาศาลจะต้องชอบ iPhone 6 Plus มากกว่า

Read more – iPad Air 2 Vs iPad Air: What’s The Difference?

image016

Both phablets quick charge but Apple supplies quick charge cable separately
(image credit: Gordon Kelly)

 

อายุแบ็ตเตอรี่ – ขับเคลื่อนทั้งวันทั้งคืน

นอกเหนือจากจอขนาดใหญ่แล้ว ข้อดีสำคัญของการเป็นเจ้าของ tablet ก็คือพื้นที่ที่มากพอจะใส่แบ็ตเตอรี่ขนาดใหญ่

  • iPhone 6 Plus: แบ็ตเตอรี่ 2,915 mAh
  • Galaxy Note 4: แบ็ตเตอรี่ 3,220 mAh

ผลที่ได้คือ phablet ทั้งสองรุ่นมีอายุแบ็ตเตอรี่นานเหนือความคาดหมาย  ถ้าไม่ได้เล่นเกมส์ต่อเนื่อง ทั้งวันโทรศัพท์ของคุณไม่มีทางดับเลยต่อให้ใช้งานหนักก็ตาม  ถ้าใช้งานปรกติสามารถอยู่ได้ถึง 2 วัน และถ้าใช้น้อยก็อยู่ได้นานกว่านั้นอีก

คุณสมบัติแบบนี้ทำให้โทรศัพท์ทั้งสองรุ่นอยู่ในลำดับชั้นของตัวเองโดยอายุแบ็ตอยู่ในระดับเดียวกับ tablet  แต่ถ้าจะเปรียบเทียบคู่นี้ ใครที่เหนือกว่า?

ระยะเวลาการใช้งานของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่ติดตั้งลงไป การตั้งค่าใช้งานต่างๆ(เช่นความสว่าง หรือการปรับปรุงข้อมูลเบื้องหลัง) และเรื่องอื่นๆ  แต่ถ้าเป็นเครื่องเดิมๆไม่ได้ติดตั้งอะไรเพิ่ม  บอกได้ว่าอายุแบ็ตเตอรี่ของ iPhone 6 Plus นานกว่าเล็กน้อย

ความต่างตรงนี้จะเห็นชัดมากที่สุดเมื่อเรา stand by เครื่อง  ข้ามคืน Note 4 จะกินแบ็ตเตอรี่ประมาณ 5-10% ในขณะที่ iPhone 6 Plus จะกินไปแค่ 1-2% เท่านั้น  น่าคิดที่ซัมซุงอ้างว่า stand by ได้นานกว่า Apple  แต่ก็ไม่เป็นไรสำหรับผม

ถ้าหากใครเกิดเครื่องดับขึ้นมา ทั้งสองรุ่นมีระบบ charge ด่วน Note 4 สามารถชาร์จขึ้นมา 50% ภายในเวลาเพียง 30 นาที และการใช้งานจริงก็เป็นอย่างนั้นจริงๆแต่คุณต้องไม่ใช้งานไปด้วยชาร์จไปด้วยเพราะจะชาร์จช้าลงมาก

iPhone 6 Plus ชาร์จไม่เร็วเท่า Note 4 แต่ถ้าใช้ตัวชาร์จที่แรงกว่าจะใช้เวลาเร็วกว่าถึงสองเท่า  ประหลาดที่ Apple ไม่ได้ให้ตัวชาร์จแรงมากับเครื่องคุณจึงต้องซื้อแยกต่างหาก หรือถ้าคุณมีตัวชาร์จของ iPad ก็ใช้ได้เลย

ในชีวิตจริงโทรศัพท์ทั้งสองรุ่นไม่มีทางดับในการใช้งานระหว่างวัน คุณสามารถบอกลาการอยู่ติดปลั๊กไฟได้เลย

 

บทสรุป – แนวทางแตกต่าง ผลลัพธ์ใกล้เคียง

ถ้าหากจะให้สรุป phablet ของ Apple และ ซัมซุง มาสามคำจะได้ดังนี้

  • iPhone 6 Plus: สวยงาม เรียบง่ายใช้งานได้ไม่ถนัด
  • Note 4: ดูธรรมดาซับซ้อน ใช้งานได้ถนัด

ในบางแง่มุม iPhone 6 Plus เป็นโทรศัพท์ที่พื้นๆ มันคือ iPhone 6 ที่ขยายขนาดขึ้น มีแบ็ตเตอรี่ใหญ่ขึ้นและมีโปรแกรมบางตัวที่ใช้งานตามแนวนอนได้  ข้อที่ว่า iPhone 6 Plus เป็นเพียงการขยายขนาดของ iPhone 6 ขึ้นนั้น ทำให้มันกลายเป็นโทรศัพท์ที่ใช้งานไม่ถนัดที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา (แม้จะสวยก็ตาม)  รูปลักษณ์สวยงามทั้งหลายนั้นต้องซ่อนตัวอยู่ภายใต้ปลอกมือถือ

ข่าวดีคือเป็นโทรศัพท์ที่มีศักยภาพพอที่จะให้นักพัฒนาโปรแกรมภายนอกต่อยอดเพื่อให้ iPhone 6 Plus มีความแตกต่างจาก iPhone 6 และ iPad เพื่อที่จะได้เป็นอุปกรณ์ลูกผสมอย่างแท้จริง  เพราะมันเป็นโทรศัพท์แนวคิดใหม่ น่าตื่นเต้น และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าน่าตอบสนอง

ในทางกลับกัน Note 4 เป็นประสบการณ์ที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วเพราะเป็นที่รวมของพัฒนาการ phablet ทั้งสี่รุ่นก่อนหน้า  เป็นโทรศัพท์ที่เหนือกว่าทั้งจอแสดงผล และกล้อง ในขณะที่มีราคาต่ำกว่ามาก  อีกทั้งการนำข้อได้เปรียบของการเป็น phablet มาใช้อย่างเป็นรูปธรรมก็ยังทำได้ดีกว่ามาก ณ ตอนนี้ แม้จะมีจุดให้คิดเล็กน้อยที่ว่าระบบการทำงานต่างๆถูกสร้างสรรค์โดยซัมซุงมากกว่า Google.

ถ้าคุณไม่ได้มีความยึดติดกับ iOS แล้ว Galaxy Note 4 คืออุปกรณ์ที่ดีกว่า  คำกล่าวนี้จะเป็นจริงแค่ไหนในอีกหกเดือนข้างหน้า ต้องขึ้นอยู่กับการพัฒนาของนักพัฒนาโปรแกรม Apple จากภายนอก และความทะเยอทะยานของ Google ที่จะทำ Nexus6 ออกมา

Link : http://www.forbes.com/sites/gordonkelly/2014/10/28/galaxy-note-4-vs-iphone-6-plus/3/

เชิงอรรถ :

[1]คำเรียกอุปกรณ์ที่เป็นลูกผสมระหว่าง smart phone กับ tablet computerซึ่งจะมีขนาดหน้าจอใหญ่กว่า smart phone ทั่วไป อยู่ระหว่าง 5-6.1 นิ้ว

[2] Unibody คือรูปแบบการประกอบชิ้นส่วนแบบไม่มี chasis

[3] Retina Display เป็นคำที่ Apple เคยอธิบายไว้ในงานเปิดตัว iPhone4 ว่าเป็นความละเอียดที่ตามนุษย์จะไม่สามารถมองเห็นพิกเซลแยกเป็นจุดๆได้เมื่อใช้งานโทรศัพท์ตามปรกติ

[4] Multi-tasking screen

[5] gestures

[6] Bloatwares

[7] stock Android

[8] Optical Image Stabilizer

[9] Zack Snyder ผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์เรื่อง 300

การออกแบบ iPhone 6 Plus Samsung Galaxy Note 4
ประเภทอุปกรณ์ สมาร์ทโฟน สมาร์ทโฟน
ระบบปฏิบัติการ iOS8.x Android (4.4)
ขนาดของอุปกรณ์ 158.1 มม. X 77.8 มม. X 7.1 มม. 153.5 มม. X 78.6 มม. X 8.5 มม.
น้ำหนัก 172 กรัม 176 กรัม
วัสดุของตัวเครื่อง อลูมิเนียม

 

 

หน้าจอแสดงผล iPhone 6 Plus Samsung Galaxy Note 4
ขนาดหน้าจอ 5.5 นิ้ว 5.7 นิ้ว
ความละเอียดในการแสดงผล 1080×1920 พิกเซล 1440×2560 พิกเซล
ความหนาแน่นของพิกเซล 401ppi 515ppi
เทคโนโลยีการแสดงผล IPS LCD Quad HD Super AMOLED
สัดส่วนของหน้าจอแสดงผล กับขนาดของตัวเครื่อง 67.91% 74.39%
ประเภทหน้าจอสัมผัส รองรับการสัมผัสพร้อมกันหลายจุด รองรับการสัมผัสพร้อมกันหลายจุด
คุณสมบัติอื่นๆ เซ็นเซอร์วัดแสง, พร็อกซิมิตี้เซ็นเซอร์, กระจกทนต่อรอยขีดข่วน, การเคลือบป้องกันรอยนิ้วมือแบบOleophobic เซ็นเซอร์วัดแสง, พร็อกซิมิตี้เซ็นเซอร์, กระจกทนต่อรอยขีดข่วน (Corning Gorilla Glass 3)

 

 

กล้องถ่ายรูป iPhone 6 Plus Samsung Galaxy Note 4
กล้องถ่ายภาพนิ่ง 8 ล้านพิกเซล 16 ล้านพิกเซล
แฟลช แฟลช LED แบบคู่ แฟลช LED
ขนาดรูรับแสง F2.2 F2.2
ความยาวโฟกัส (เทียบเท่า 35 มม.) 29 มม. 31 มม.
ขนาดของเซ็นเซอร์ภาพ 1/3 นิ้ว 1/2.6 นิ้ว
คุณสมบัติอื่นๆ เซ็นเซอร์แบบ Backside-illuminated sensor (BSI), ปรับโฟกัสอัตโนมัติ, ปรับโฟกัสอัตโนมัติแบบ Phase detection, ปรับโฟกัสด้วยการแตะหน้าจอ, ระบบกันสั่นแบบออปติคอล (OIS), ระบบตรวจจับใบหน้า, ปรับชดเชยแสง, การถ่ายภาพต่อเนื่อง, ซูมภาพแบบดิจิตอล, การบันทึกพิกัดที่อยู่ลงในภาพ, การถ่ายภาพโหมด​ HDR (High Dynamic Range), การถ่ายภาพพาโนราม่า, ตั้งเวลาถ่ายภาพ เซ็นเซอร์แบบ Backside-illuminated sensor (BSI), ปรับโฟกัสอัตโนมัติ, ปรับโฟกัสด้วยการแตะหน้าจอ, ระบบกันสั่นแบบดิจิตอล, ระบบกันสั่นแบบออปติคอล (OIS), ระบบตรวจจับใบหน้า, ระบบตรวจจับรอยยิ้ม, ปรับชดเชยแสง, ปรับค่า ISO ของภาพ, Preset การปรับสมดุลแสงขาวแบบมาให้, การถ่ายภาพต่อเนื่อง, ซูมภาพแบบดิจิตอล, การบันทึกพิกัดที่อยู่ลงในภาพ, การถ่ายภาพโหมด​ HDR (High Dynamic Range), การถ่ายภาพพาโนราม่า,  โหมดถ่ายภาพระยะใกล้ (มาโคร), โหมดถ่ายภาพกลางคืน, ใส่เอฟเฟ็กต์ภาพ, ตั้งเวลาถ่ายภาพ, การถ่ายภาพด้วยเสียง
กล้องถ่ายวิดีโอ 1920×1080 (1080p Full HD) ที่ 60fps, 1280×720 (720p HD) ที่ 240fps 3840×2160 (4K) ที่ 30fps, 1920×1080 (1080p Full HD) ที่ 60fps
คุณสมบัติอื่นๆ ระบบกันสั่นแบบดิจิตอล, การปรับโฟกัสแบบอัตโนมัติต่อเนื่อง, การถ่ายภาพนิ่งในระหว่างการถ่ายวิดีโอ, การทำวิดีโอคอล, การแชร์ไฟล์วิดีโอ ระบบกันสั่นแบบออปติคอล, การปรับโฟกัสแบบอัตโนมัติต่อเนื่อง, การถ่ายภาพนิ่งระหว่างการถ่ายวิดีโอ
กล้องดิจิตอลด้านหน้า 1.2 megapixels 3.7 megapixels

 

 

 

 

 

 

 

ฮาร์ดแวร์ iPhone 6 Plus Samsung Galaxy Note 4
ชิปเซ็ต Apple A8 1.9GHz Octa Core (1.9GHz Quad + 1.3GHz Quad Core) Process
หน่วยประมวลผล หน่วยประมวลผลแบบ 2 แกน ความเร็ว 1400MHz แบบ 64 บิต หน่วยประมวลผลแบบ 8 แกน แบ่งเป็น 4 แกน ความเร็ว 1900MHz สถาปัตยกรรม ARM Cortex-A57 และ 4 แกน ความเร็ว 1300MHz บนสถาปัตยกรรม ARM Cortex-A53
หน่วยประมวลผลกราฟิก PowerVR GX6450 ARM Mali-T760
หน่วยความจำระบบ 1024MB 3072MB
เนื้อที่เก็บข้อมูลภายใน 16GB/64GB/128GB 32GB
การเพิ่มเนื่อที่เก็บข้อมูล MicroSD, MicroSDHC, MicroSDXCสูงสุด 128GB

 

 

แบตเตอรี่ iPhone 6 Plus Samsung Galaxy Note 4
ระยะเวลาสแตนด์บาย 16 วัน (384 ชั่วโมง) 26 ;yo
ระยะเวลาใช้งานโทรศัพท์​ (บนเครือข่าย 3G) 24 ชั่วโมง 26ชั่วโมง
ความจุแบตเตอรี่ 2,915mAh 3220mAh
ผู้ใช้งานสามารถถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ ไม่สามารถทำได้ สามารถทำได้
Special Feature Ultra-Power-Saving Mode

 

 

มัลติมีเดีย iPhone 6 Plus Samsung Galaxy Note 4
โปรแกรมเล่นเพลง
คัดกรองโดย อัลบั้ม, ศิลปิน, รายการเล่นเพลง อัลบั้ม, ศิลปิน, รายการเล่นเพลง
คุณสมบัติอื่นๆ แสดงปกอัลบั้ม, การเล่นเพลงเป็นแบ็กกราวด์ แสดงปกอัลบั้ม, การเล่นเพลงเป็นแบ็กกราวด์
ลำโพง ลำโพงสนทนาโทรศัพท์, ลำโพงหลักของตัวเครื่อง ลำโพงสนทนาโทรศัพท์, ลำโพงหลักของตัวเครื่อง
ตัวเลขวิดีโอ YouTube มี

 

 

การท่องอินเทอร์เน็ต iPhone 6 Plus Samsung Galaxy Note 4
เบราวเซอร์ Safari Google Chrome
บริการออนไลน์ที่มีมาให้ YouTube (อัพโหลด), Picasa/Google+

 

 

 

 

เทคโนโลยี iPhone 6 Plus Samsung Galaxy Note 4
CDMA 800, 1700/2100, 1900MHz
GSM 850, 900, 1800, 1900 MHz 850, 900, 1800, 1900MHz
UMTS (3G) 850, 900, 1700/2100, 1900, 2100 MHz 850, 900, 1900, 2100MHz
FDD LTE (4G) 700 (band 13), 700 (band 17), 700 (band 28), 800 (band 18), 800 (band 19), 800 (band 20), 850 (band 5), 850 (band 26), 900 (band 8), 1700/2100 (band 4), 1800 (band 3), 1900 (band 2), 1900 (band 25), 2100 (band 1), 2600 (band 7) MHz 700 (band 17), 800 (band 20), 850 (band 5), 900 (band 8), 1700/2100 (band 4), 1800 (band 3), 1900 (band 2), 2100 (band 1), 2600 (band 7) MHz
เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ LTE Cat 4 (150/50Mbps), HSPA, HSUPA, EDGE, GPRS, EV-DO Rev.A, EV-DO Rev.B LTE Cat 4 (150/50Mbps), HSDPA+, HSUPA, EDGE, GPRS
Micro SIM ใช่
Nano SIM ใช่
การบอกพิกัดตำแหน่ง GPS, A-GPS, Glonass, Cell ID, Wi-Fi Positioning GPS, A-GPS, Glonass
การนำทาง การนำทางแบบ Turn-by-turn การนำทางแบบ Turn-by-turn, การนำทางด้วยเสียง

 

การเชื่อมต่อ iPhone 6 Plus Samsung Galaxy Note 4
Bluetooth 4.0 4.1, EDR
WiFi 802.11a/b/g/n/ac 2.4GHz และ 5GHz 802.11a/b/g/n/ac 2.4GHz และ 5GHz
ใช้งานเป็น Mobile hotspot รอบรับ รองรับ
USB มี มี
ชนิดของหัวต่อ Ligntning(สิทธิบัตรของ Apple) Micro USB  2.0 (การเชื่อมต่อแบบมาตรฐาน)
คุณสมบัติอื่นๆ การชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB การเชื่อมต่อในฐานะสื่อบันทึกข้อมูลขนาดใหญ่, การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น เกมคอนโทรลเลอร์หรือ USB On-the-Go (USB OTG), การชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB
อื่นๆ NFC, UMA (Wi-Fi Calling) NFC, DLNA, MHL, Tethering,  การซิงค์ข้อมูลกับเครื่องคอมพิวเตอร์, การซิงค์ข้อมูลแบบไร้สาย (OTA Sync), ANT+, อินฟราเรด, MirrorLink

 

 

 

คุณสมบัติอื่นๆ iPhone 6 Plus Samsung Galaxy Note 4
การแจ้งเตือน เสียงเรียกเข้าแบบ MP3, เสียงเรียกเข้าแบบ Polyphonic, การสั่นเมื่อแจ้งเตือน, โหมดบนเครื่องบิน, โหมดเงียบ, ลำโพงของตัวเครื่อง การสั่นเมื่อมีการกดปุ่ม, เสียงเรียกเข้าแบบ MP3, เสียงเรียกเข้าแบบ Polyphonic, การสั่นเมื่อแจ้งเตือน, โหมดบนเครื่องบิน, โหมดเงียบ, ลำโพงของตัวเครื่อง
ไมโครโฟนเพิ่มเติม มี เพื่อใช้ตัดเสียงรบกวน
เซ็นเซอร์ต่าง Accelerometer, Gyroscope, Compass, Fingerprint ID, Barometer Accelerometer, Gyroscope, Compass, Hall, Fingerprint ID, Gesture, Barometer
ตัวช่วยเหลือในการได้ยิน M3, T4
อื่นๆ การโทรออกด้วยเสียง, การสั่งงานด้วยเสียง, การบันทึกเสียง การโทรออกด้วยเสียง, การสั่งงานด้วยเสียง, การบันทึกเสียง

 

 

วางจำหน่าย iPhone 6 Plus Samsung Galaxy Note 4
เปิดตัวอย่างเป็นทางการ 9 กันยายน 2557 3 กันยายน 2557

 

 

ข้อมูลการซื้อ iPhone 6 Plus Samsung Galaxy Note 4
อุปกรณ์เสริม หูฟัง Apple EarPodsพร้อมรีโมทควบคุม และไมโครโฟน, หัวแปลงพอร์ต Lightning เป็น USB, อุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB, คู่มือ หูฟัง,  อุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB, คู่มือ
ราคา 16GB = 28900 บาท

32GB = 32900 บาท

64GB = 36900 บาท

*อ้างอิงราคาจาก Apple Online Store25,900 บาท