จริงหรือที่อัตราค่าบริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยลดลง?

Home / Mobile & Tablet / จริงหรือที่อัตราค่าบริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยลดลง?

บทความพิเศษ


โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์



“ร่างแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2551-2553) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้จัดทำ เพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ได้กล่าวสรุปผลงานของ กทช.ไว้ตอนหนึ่งว่า ในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา กทช.ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์กฎกติกา และวิธีการต่างๆ ตลอดจนได้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมให้แก่ ผู้ขอรับใบอนุญาตจำนวนมาก ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ คือ


“ราคาค่าบริการโทรคมนาคมโดยเฉพาะโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่มีแนวโน้มลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง (โดยในไตรมาส 1 ของปี 2548 อัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อเดือนอยู่ประมาณ 1,099 บาทต่อเดือน ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบจ่ายรายเดือนลดลงเป็น 796 บาทต่อเดือนในไตรมาส 1 ปี 2550 และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าบริการรายเดือนในไตรมาส 1 ของปี 2548 ประมาณ 793 บาท และลดลงเป็น 721 บาทในไตรมาส 1 ปี 2550)”


ในกรณีของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ผู้เขียนเชื่อว่าอัตราค่าบริการรายเดือนได้ลดต่ำลงตามที่ กทช.กล่าวอ้างจริง ส่วนสาเหตุนั้นจะเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลของ กทช.เพียงใดยังคงเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกันต่อไป สิ่งที่บทความนี้สนใจก็คืออัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลงจาก 1,099 บาทต่อเดือนในไตรมาสแรกของ ปี 2548 เหลือเพียง 796 บาทในไตรมาสแรกของปี 2550 จริงหรือไม่



ถ้าเป็นจริงอัตราค่าบริการที่ลดลงดังกล่าวเป็นผลมาจากการดำเนินงานของ กทช.หรือไม่อย่างไร และถ้าไม่เป็นจริงมันบอกอะไรแก่เรา ?


เมื่อตรวจสอบข้อมูลต่อไปจะพบว่า ตัวเลขที่ กทช.อ้างว่าเป็นอัตราค่าบริการดังกล่าวแท้ที่จริงแล้วคือสิ่งที่เรียกว่า “รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้” (average revenue per usage : ARPU) ซึ่งแสดงอยู่ในตารางภาคผนวกที่ 1 ของร่างแผนแม่บทดังกล่าวนั่นเอง


ในวงการทราบกันดีว่า ARPU หมายถึง รายได้ที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้รับจาก ผู้ใช้บริการเฉลี่ยในแต่ละช่วงเวลา ทั้งนี้รายได้ (revenue) ย่อมไม่ใช่อัตราค่าบริการหรือราคา (price) แต่เป็นผลของราคาและปริมาณการใช้ (quantity) เช่นสมมติว่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีแพ็กเกจเดียวซึ่งไม่มีค่ารายเดือน แต่คิดค่าการใช้เป็นนาทีละ 3 บาท และผู้ใช้โดยเฉลี่ยใช้บริการเดือนละ 300 นาที ARPU ก็จะตกอยู่ที่ 900 บาทต่อเดือน แต่ราคาคือนาทีละ 3 บาท หากเดือนต่อไปผู้ใช้มีปริมาณการใช้งานน้อยลง ARPU ก็จะลดลงตามไปด้วย แม้ว่าอัตราค่าบริการจะเท่าเดิมก็ตาม อัตราค่าบริการกับ ARPU จึงไม่ใช่เรื่องเดียวกันอย่างแน่นอน


การที่ ARPU ลดลงตามเวลาจึงอาจเกิดจากการที่ปริมาณการใช้เฉลี่ยลดลงก็ได้ เช่นในช่วงแรกที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ยังไม่แพร่หลาย ผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนกลุ่มแรกๆ (early adopters) มักมีรายได้สูง ต่อมาเมื่อบริการแพร่หลายมากขึ้นและเครื่องลูกข่ายมีราคาถูกลงตามพัฒนาการทางเทคโนโลยีและปริมาณการผลิตทั่วโลก กลุ่มที่มีรายได้รองลงมาก็จะเริ่มหันมาใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปอีกผู้มีรายได้ต่ำก็จะกลายเป็นผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย เมื่อรายได้เฉลี่ยของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลงเรื่อยๆ ก็คงจะไม่เป็นเรื่องแปลกที่ ARPU จะลดลง ไม่ว่าอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลงหรือไม่ก็ตาม ร่างแผนแม่บทของ กทช.จึงยังไม่ได้ให้หลักฐานใดๆ แก่เราเลยว่า อัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ลดลงในระหว่างปี 2548-2550


แต่ร่างแผนแม่บทนี้ก็ได้บอกความจริงที่น่าตกใจหลายประการ คือ 1.กทช.เข้าใจผิดอย่างร้ายแรงว่า “อัตราค่าบริการ” คือ ARPU 2.กทช.น่าจะยังไม่มีข้อมูลและวิธีวัดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3.กทช.น่าจะยังไม่ทราบว่าตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยมีการแข่งขันหรือไม่ 4.กทช.น่าจะยังไม่ทราบว่าต้องส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันในตลาดนี้อย่างไร และ 5.คงยากที่จะหวังให้ร่างแผนแม่บทฉบับนี้ช่วยพัฒนาตลาดโทรคมนาคมของประเทศไทยให้มีการแข่งขันมากขึ้น หากการตีความข้อมูลและวิธีการศึกษาของ กทช.ยังคงคลาดเคลื่อนอยู่เช่นนี้


ที่มา – หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ