แค่ แชทเวลาทำงาน ก็โดนไล่ออกได้ จริงดิ ? แชทแบบปลอดภัยต้องทำยังไง ?

Home / IT News / แค่ แชทเวลาทำงาน ก็โดนไล่ออกได้ จริงดิ ? แชทแบบปลอดภัยต้องทำยังไง ?

 

กลายเป็นข่าวเขย่าขวัญสั่นประสาทชาวออฟฟิศกันอีกแล้ว เมื่อมีข่าวว่า พนักงานผู้หนึ่งพูดคุยเล่น แชทเวลาทำงาน ในเรื่องส่วนตัวเป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างโดยมิได้บอกล่วงหน้า(หรือเรียกมาไล่ออกแบบไม่ต้องรอเวลานั่นเอง) พนักงานผู้นั้นไม่พอใจเห็นว่าตนถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จึงทำการฟ้องร้องต่อศาล เรียกร้องค่าเสียหายเมื่อกลางปี 2557 ที่ผ่านมา แต่ผลตัดสินพบว่า พนักงานผิดจริง ศาลจึงยกฟ้องนายจ้าง และนายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้พนักงานคนนั้นแต่อย่างใด!

DSC05173

งานเข้ากันทั่วหน้าเลยทีนี้

 

แค่ แชทเวลาทำงาน ก็โดนไล่ออกได้ จริงดิ?
แชทแบบปลอดภัยต้องทำยังไง ?

สำนวนคดีที่กลายเป็นคดีตัวอย่าง

ก่อนอื่น ป๋ารัก Tech.Mthai ต้องขอบอกว่า เมื่อการตัดสินคดีเป็นที่สิ้นสุดไปแล้ว คดีที่ศาลแรงงานกลาง เลขคดีดำที่ 2564/2557 จึงกลายเป็นมาตรฐานในการตัดสินของคดีอื่นๆต่อไปในอนาคต นั่นหมายความว่า ต่อไปถ้ามีการเลิกจ้างโดยมิได้บอกล่วงหน้าจากการแชทในเวลาทำงานอีก โอกาสที่ลูกจ้างจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายจ้างก็เป็นไปได้ยากครับ เพราะมาตรฐานการตัดสินคดีของศาลคือจะอิงตามคำตัดสินของคดีก่อนหน้าที่คล้ายคลึงกันเสมอ

แบบนี้ ลูกจ้างก็เสี่ยงกับการไล่ออกง่ายๆเลยสิ แค่แชทเนี่ยนะ?

อ้างอิงจากสำนวนคดี นายจ้างต่อสู้ว่า โจทก์จงใจขัดคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย(สั่งให้ทำงานตามหน้าที่แล้วไม่ทำ) เบียดบังเวลาทำงานไปใช้ในเรื่องส่วนตัว(แชทเรื่องส่วนตัวในเวลางาน) ทำงานในหน้าที่บกพร่องต่ำกว่ามาตรฐาน การเลิกจ้างครั้งนี้จึงเป็นการเลิกจ้างโดยชอบธรรมขอให้ยกฟ้อง และศาลก็ตัดสินยกฟ้องให้กับนายจ้าง ส่งผลให้ลูกจ้างเป็นฝ่ายแพ้คดี

หากนับแค่คำตัดสินของศาล เราก็พอสรุปได้ว่า “การเล่นแชทส่วนตัวในเวลาทำงาน สามารถเป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย“ แต่สิ่งที่เราควรมองให้ลึกกว่านั้นก็คือ นายจ้างใช้อะไรเป็นหลักฐานล่ะ?

หลักฐานการอู้ที่ลูกจ้างไม่ทันระวัง

นายจ้างไม่สามารถกล่าวลอยๆว่า “เธอทำงานไม่ได้มาตรฐาน เราไล่เธอออก” ได้ การจะไล่ออกมันต้องมีหลักฐานหนาแน่นพอ อย่างคดีนี้ถ้านายจ้างไม่มีหลักฐาน ลูกจ้างก็มีสิทธิ์ชนะคดีกินเงินค่าชดเชยหลักแสนได้สบายๆ แล้วหลักฐานที่นายจ้างเอามาใช้ประกอบการแก้ต่างในศาลอยู่ไหนกันล่ะ?

คำตอบน่าจะอยู่ที่ “โจทก์ใช้คอมพิวเตอร์ของบริษัทจำเลย ในการแชทพูดคุยเรื่องส่วนตัวเป็นประจำเกือบทุกวัน บางวันก็แชทเป็นชม.”  นายจ้างกล่าวแบบนี้ได้แปลว่าต้องมีหลักฐานยืนยันการกระทำของลูกจ้าง ยิ่งท่อนที่ว่า”ลูกจ้างใช้คอมของบริษัทในการแชท” แปลว่าคอมของบริษัทต้องมีโปรแกรมดักจับการทำงานลงไว้ เมื่อศาลขอหลักฐานก็สามารถนำมายืนยันได้ทันที

รู้จัก Key logger โปรแกรมดักจับว่า ในแต่ละวันเราทำอะไรไปบ้าง

บางบริษัทโดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ อาจจะแอบเอาโปรแกรมตรวจจับการทำงานของพนักงานยัดเอาไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทเพื่อตรวจเช็คว่า ในแต่ละวันพนักงานทำอะไรไปบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกทำนองคลองธรรมเพราะคอมของบริษัทก็ควรเอาไว้ใช้ทำงานของบริษัท การลงโปรแกรมเพื่อตรวจสอบจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เหมือนแสกนนิ้วก่อนเข้า-ออกงานนั่นเอง

โปรแกรมตระกูลนี้อาจมีหลายชื่อแต่โดยหลักๆ แล้วหน้าที่มันคือการเก็บข้อมูลการพิมพ์ของเราทั้งหมดว่า ในแต่ละวันเราพิมพ์อะไรไปบ้าง ใช้เวลาเปิดโปรแกรมไหนๆ กี่ชม.กี่นาที หรือพูดอีกอย่างว่า ทุกการกระทำของเราบนคอมบริษัทที่ลงโปรแกรมนี้ไว้ บริษัทรู้หมดเลยว่า เราทำอะไรไปบ้าง ทำงานวันละกี่ชม. แอบอู้เล่นแชทวันละกี่ชม.!

เจ้าโปรแกรมนี้เองที่ทำให้นายจ้างพูดได้เต็มปากว่า “เธอทำงานไม่ได้มาตรฐาน เราไล่เธอออก” เพราะถ้าคีย์ล้อกเกอร์ตรวจจับว่า เราแชทล่อไปซะหนึ่งชม.ต่อวันบ่อยๆ มันก็เป็นหลักฐานให้นายจ้างใช้ในชั้นศาลได้ว่า เราทำงานบกพร่องต่อหน้าที่จริงๆ!

อันที่จริงบริษัทไม่ต้องลำบากลงโปรแกรมก็จับได้เช่นกัน

เวลาเราเล่นเน็ทหรือแชทผ่านไวไฟหรือสายแลนของบริษัท เราต้องส่งคำร้องขอ (request) เช่น จะเปิดเฟซบุ๊ค เครื่องเราก็จะขอผ่าน router ทำให้เห็นเลยว่า data requests เวลาเท่าไหร่ จาก ip ไหน ไปที่ไอพี/domain ไหน วิ่ง port อะไร บริษัทก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้าเครื่องที่ใช้งานอยู่ในตอนนี้ กำลังทำงานหรืออู้เล่น Facebook อยู่กันแน่

DSC05171ตั้งใจทำงานคือปลอดภัยที่สุด

 

แล้วทำยังไง ถึงจะแชทได้แบบปลอดภัยล่ะ?

หากต้องสงสัยว่าบริษัทลงโปรแกรมตระกูลนี้ไว้ในเครื่อง (ต่อให้ไม่สงสัยก็ควรมโนล่วงหน้าไปเลยว่า บริษัทลงเอาไว้) สิ่งที่ลูกจ้างอย่างเราควรทำก็คือ แชทมันในสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตหรือโน๊ตบุ๊คส่วนตัวไปเลยและใช้เนทสามจีของตัวเองด้วย เพราะถ้าไม่แชทในเครื่องบริษัทก็เก็บหลักฐานเอาไว้ไม่ได้ (แต่ถ้ามีกล้องวงจรปิดจ่อข้างตัวก็ยอมจำนนตั้งใจทำงานไปเถิด)

เรื่องนี้ ป๋ารัก Tech.Mthai คงตัดสินให้ไม่ได้ว่า ใครถูกใครผิดอย่างชัดเจน คือบางครั้งเราอาจจะแชทคุยกับคนที่บ้านบ้าง เช่น เย็นนี้เลิกงานจะไปเจอกันที่ไหน จะซื้อกับข้าวอะไรไปกิน และถ้างานไม่ได้เสียหาย หน้าที่ไม่ได้บกพร่องจนต้องไล่ออกจริงๆ บริษัทอาจไม่ได้เข้มงวดขนาดต้องมาแอบดูข้อมูลการทำงานของลูกจ้างบ่อยขนาดนั้นหรอก เค้าก็แค่เก็บหลักฐานเอาไว้ยามที่ต้องใช้งานหรือเวลาต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อความเป็นธรรมของเค้านั่นเอง

แล้วเพื่อนๆคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ การแชทมันร้ายแรงจนต้องไล่ออกหรือไม่ หรือ การแชทในเวลางานเป็นเรื่องยอมรับได้ถ้าไม่นานเป็นชม.ๆต่อวัน ลองแสดงความเห็นในช่องคอมเม้นท์ด้านล่างได้เลยครับ

14289_10153013845843150_2845264136412506339_n