ซีอีโอคนใหม่และประธานบริษัท อินเทล เตรียมเข้าสู่ยุคโมบายล์เต็มรูปแบบ!

Home / IT News / ซีอีโอคนใหม่และประธานบริษัท อินเทล เตรียมเข้าสู่ยุคโมบายล์เต็มรูปแบบ!

ซีอีโอคนใหม่และประธานบริษัทอินเทล ร่วมกันประกาศแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์อนาคตของวิสัยทัศน์ด้านการประมวลผล เตรียมขับเคลื่อนอินเทลและนักพัฒนา เข้าสู่ยุคโมบายล์เต็มรูปแบบ
ไบรอัน เคอซานิทช์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่กินไฟต่ำกว่าเดิม
พร้อมสาธิตอุปกรณ์ที่รองรับ LTE และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ระบบประมวลผลขนาด 14 นาโนเมตร

intel-building

อินเทล ดิเวลล็อปเปอร์ ฟอรั่ม, ซานฟรานซิสโก, 11 กันยายน 2556 — ไบรอัน เคอซานิทช์ ซีอีโอคนใหม่ของอินเทล เปิดเผยในพิธีเปิดงาน อินเทล ดิเวลล็อปเปอร์ ฟอรั่ม หรือ ไอดีเอฟ (Intel Developer Forum – IDF) โดยกล่าวว่า ทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ของอินเทล นับตั้งแต่ระบบดาต้าเซ็นเตอร์ไปจนถึงอุปกรณ์พกพาขนาดเล็ก เช่น แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ อื่นๆ ที่สามารถพกติดตัวได้ กำลังทำให้ตลาด ในกลุ่มอุปกรณ์ประมวลผล ก้าวเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงอันน่าตื่นเต้น จนอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมไอทีเลยก็ว่าได้ ทั้งนี้ ไบรอัน ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของอินเทลและกลยุทธ์ในการรับมือกับสินค้าในตลาดแต่ละกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น ความก้าวหน้าของอินเทลในการทำตลาดอุปกรณ์พกพาขนาดเล็ก โดยเตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดในปีหน้าและปีต่อๆ ไป ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ที่กินไฟต่ำกว่าเดิมด้วย

ไบรอัน กล่าวถึงแผนที่จะก้าวเข้าสู่ทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเปิดเผยว่า “ปัจจุบัน นวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมนั้นเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าเมื่อก่อนมาก ซึ่งทำให้อินเทลได้เปรียบ เพราะเราเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการผลิตและมีระบบสถาปัตยกรรมที่เอื้อต่อการพัฒนาอุปกรณ์แบบประหยัดพลังงาน โดยอินเทล วางเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับอุปกรณ์ประมวลผล”

สำหรับงานไอดีเอฟในปีนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ ไบรอัน เคอซานิทช์ ซีอีโอคนใหม่ของอินเทล และเรเน่ เจมส์ ประธานบริษัท ขึ้นกล่าวบนเวที หลังจากที่ผู้บริหารระดับสูงทั้งสองท่านเข้ารับตำแหน่งใหม่ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

เรเน่ กล่าวถึงก้าวต่อไปของบริษัทฯ โดยมีวิสัยทัศน์ในการวางแผนให้ในศตวรรษหน้าอุปกรณ์ต่างๆ อุปกรณ์ประมวลผลรุ่นใหม่ๆ ทุกชิ้นสามารถประมวลผลได้ ซึ่งหมายถึงโซลูชั่นระบบประมวลผลแบบฝังตัวจะต้องมีขนาดเล็กลง ทำงานได้เร็วขึ้นและหลากหลายยิ่งกว่าเดิม และสามารถผลิตได้ในปริมาณที่มากขึ้น

“เทคโนโลยีบนพื้นฐานของเซมิคอนดักเตอร์ จะยังคงมีบทบาทในการทำให้เราค้นพบปัญหาต่างๆ และโอกาสอันน่าตื่นเต้นที่กระจายตัวอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วโลก จะสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตของเรา บริหารเมืองของเราให้น่าอยู่ และทำให้สุขภาพของเราดีขึ้น นอกจากนี้ อินเทลยังมีบทบาทอย่างมากในทุกๆ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีตลอดเวลาที่ผ่านมา และยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมต่อไปในอนาคต” เรเน่ กล่าว

ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของอุปกรณ์พกพาขนาดเล็ก ไบรอัน กล่าวว่า อินเทลเตรียมเปิดตัว “เบย์เทรล” (Bay Trail) ในสัปดาห์นี้ โดย เบย์เทรล เป็นระบบประมวลผลที่ฝังอยู่บนชิพ หรือ เอสโอซี (system-on-a-chip – SoC) ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีขนาด 22 นาโนเมตร รุ่นแรกของอินเทลเพื่อใช้ในอุปกรณ์มือถือ ทั้งนี้ “เบย์เทรล” พัฒนาจากสถาปัตยกรรมระดับไมโครรุ่นใหม่ คือ ซิลเวอร์มอนท์” (Silvermont) ที่มีสมรรถนะสูงแต่กินไฟต่ำ สามารถรองรับอุปกรณ์รูปแบบใหม่ๆ ที่ใช้ได้ทั้งระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์* และ วินโดวส์* โดยเฉพาะกับอุปกรณ์อย่างแท็บเล็ตและทูอินวัน

นอกจากนี้ ไบรอันยังกล่าวด้วยว่า การขยายตลาดผลิตภัณฑ์พกพาขนาดเล็กอย่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และแท็บเล็ตแบบทูอินวัน ซึ่งมีความสามารถเทียบเท่าพีซีเมื่อใช้งานคู่กับคีย์บอร์ด รวมถึงอุปกรณ์พกพาใหม่ๆ ที่มีสีสันและแปลกใหม่กว่าเดิม ทำให้ตลาดในกลุ่มอุปกรณ์พกพาขนาดเล็กมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วน่าสนใจกว่าที่เคยเป็นมา

“เรายังไปไม่ถึงทางตันของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต คลื่นลูกใหม่ของอุปกรณ์พกพากำลังก่อตัวอยู่ส่วนอุปกรณ์ที่สามารถพกติดตัวได้ซึ่งมาพร้อมกับระบบเซ็นเซอร์คุณภาพสูง รวมถึงหุ่นยนต์ ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น”

และเพื่อแสดงให้เห็นว่าอินเทลมีแผนที่จะใช้ความเป็นผู้นำในด้านการผลิตและสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของระบบการประมวลผลที่ประหยัดพลังงานได้อย่างไรนั้น ไบรอัน ได้เปิดตัวระบบประมวลผลในตระกูล “อินเทล คว๊าค” (Intel Quark) ซึ่งกินไฟต่ำ และจะมีส่วนสำคัญในการทำให้อินเทลก้าวเข้าสู่กลุ่มธุรกิจที่กำลังเติบโต ตั้งแต่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับระบบอินเทอร์เน็ตในระดับอุตสาหกรรมไปจนถึงอุปกรณ์ที่ใช้สวมใส่และประมวลผลได้ โดยระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับอุปกรณ์ที่เน้นในเรื่องของการกินไฟต่ำกว่าเดิมและมีขนาดเล็กเหมาะแก่การพกพา มากกว่าที่จะเน้นในด้านการมีสมรรถนะที่สูงขึ้น

อินเทลจะส่งบอร์ดต้นแบบของเครื่องรุ่นตัวอย่างที่ใช้ผลิตภัณฑ์รุ่นแรกของตระกูลนี้ในราวไตรมาสสี่ของปีนี้ เพื่อให้บริษัทพันธมิตรนำไปปรับใช้ในการออกแบบให้ตรงกับความต้องการตลาด โดยในระยะแรกจะเน้นตลาดในกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มพลังงานและการขนส่ง

เมื่อยุคใหม่ของระบบประมวลผลเติบโตขึ้นและมีลักษณะที่เฉพาะตัวมากขึ้น นวัตกรรมของอุปกรณ์ที่สามารถสวมใส่ติดตัวได้จะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ไบรอัน ได้ยกตัวอย่างของอุปกรณ์สำหรับสวมข้อมือ ซึ่งเป็นดีไซน์ต้นแบบและเป็นนวัตกรรมที่กำลังได้รับการพัฒนา โดยกล่าวว่าอินเทลและพันธมิตรกำลังสร้างโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากตลาดในกลุ่มนี้

ในด้านเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สารความเร็วสูง 4G นั้น ไบรอันกล่าวว่า นวัตกรรม LTE ใหม่ของอินเทลเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 4G ที่เป็นมัลติโหมด มัลติแบนด์ และจะทำให้ อินเทลก้าวข้ามอุปสรรคเพื่อทำให้ธุรกิจในตลาดสมาร์ทโฟนเติบโตขึ้น ปัจจุบัน อินเทลได้จัดส่งชิพโมเด็มแบบมัลติโหมด ซึ่งมีชื่อว่า อินเทล® เอ็กซ์เอ็มเอ็ม™ 7160 (Intel® XMM™ 7160) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโซลูชั่นแบบมัลติโหมด มัลติแบนด์ สำหรับการทำโรมมิ่งทั่วโลกโดยใช้เทคโนโลยี LTE ชนิดกินไฟต่ำที่สุดและมีขนาดเล็กที่สุดในโลก

ไบรอัน ยังได้กล่าวถึงตัวอย่างของการก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วของอินเทล ภายใต้การบริหารงานของทีมผู้บริหารชุดใหม่ โดยกล่าวว่า ในขณะนี้ ผลิตภัณฑ์ LTE เจนเนอเรชั่นใหม่ของอินเทล หรือโมเด็ม อินเทล เอ็กซ์เอ็มเอ็ม 7260 ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา โดยคาดว่าจะสามารถจัดส่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวซึ่งมีคุณสมบัติขั้นสูงเพื่อใช้ในการรับส่งข้อมูลแบบ LTE เช่น carrier aggregation ได้ในปี 2557 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเปิดใช้เครือข่าย 4G โดยไบรอันได้สาธิตคุณสมบัติของ carrier aggregation จากโมเด็ม อินเทล เอ็กซ์เอ็มเอ็ม 7260 บนเวทีด้วย โดยสามารถเพิ่มความเร็วในการทำงานได้มากถึงสองเท่าตัว

นอกจากนี้ ไบรอันยังได้สาธิตการใช้งานของสมาร์ทโฟนที่รองรับได้ทั้งโซลูชั่น อินเทล เอ็กซ์เอ็มเอ็ม 7160 LTE และ อินเทล® อะตอม™ เอสโอซี เจนเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งมีชื่อรหัสว่า “เมอร์ริฟิลด์” (Merrifield) เพื่อใช้กับ แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนในปี 2557 โดย “เมอร์ริฟิลด์” พัฒนามาจากสถาปัตยกรรมระดับไมโคร “ซิลเวอร์มอนท์” (Silvermont) ซึ่งมีสมรรถนะที่สูงขึ้น ประหยัดพลังงาน และมีอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานกว่ารุ่นที่เป็น เจนเนอเรชั่นปัจจุบัน

ความเป็นผู้นำด้านการผลิตของอินเทล
ไบรอัน ได้กล่าวถึงความก้าวหน้าและการพัฒนานวัตกรรมอย่างรวดเร็วสำหรับพีซีในอนาคต โดยได้สาธิตระบบประมวลผลขนาด 14 นาโนเมตร จากเครื่องที่ใช้ “บรอดเวลล์” (Broadwell) ซึ่งจะเริ่มดำเนินการผลิตภายในสิ้นปีนี้ และจะเป็นผลิตภัณฑ์นำร่องที่ใช้กระบวนการผลิตขนาด 14 นาโนเมตร สำหรับผลิตภัณฑ์รุ่นแรกที่ใช้ “บรอดเวลล์” จะมีสมรรถนะที่สูงขึ้น อายุแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้น และกินไฟต่ำลง ซึ่งเหมาะกับอุปกรณ์ทูอินวันและอุปกรณ์ที่ไม่ต้องใช้พัดลมระบายความร้อน อัลตร้าบุ๊ก และพีซีดีไซน์ต่างๆ

เพื่อตอกย้ำว่า อินเทลพร้อมที่จะนำประสบการณ์การเป็นผู้นำในฐานะผู้ผลิตและออกแบบสถาปัตยกรรม มาใช้กับโปรเซสเซอร์ในตระกูล อินเทล อะตอม ไบรอันยืนยันว่า อินเทลตั้งใจที่จะนำ อินเทล อะตอม โปรเซสเซอร์ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้สถาปัตยกรรมระดับไมโคร “แอร์มอนท์” (Airmont) เจนเนอเรชั่นใหม่ ออกสู่ตลาด โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 14 นาโนเมตรในราวต้นปีหน้า ตามช่วงจังหวะเวลาของสินค้าแต่ละกลุ่มในตลาด

ในฐานะที่เป็นบริษัทเพียงรายเดียวที่นำเสนอทรานซิสเตอร์ ไตร-เกท สามมิติ (3-D Tri-gate transistors) และเป็นผู้ผลิตระบบประมวลผลรายเดียวที่มีผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีในระดับ 22 นาโนเมตร ทำให้อินเทลนำหน้าบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ไปไกลถึง 3 ปี และเมื่อถึงวันที่บริษัทสามารถเริ่มกระบวนการผลิตในระดับ 14 นาโนเมตร ซึ่งเป็นยุคที่สองของเทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ ไตร-เกต สามมิติ จะยิ่งทำให้อินเทล ทิ้งห่างคู่แข่งออกไปอีก ทรานซิสเตอร์ ไตร-เกต สามมิติ จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น ประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งตรงกับความต้องการของอุปกรณ์ประมวลผล ในปัจจุบัน ตั้งแต่อุปกรณ์พกพาขนาดเล็กไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์

การออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์
ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ของอินเทลที่สร้างรายได้กว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีนั้น ได้สร้างโซลูชั่นใหม่ให้กับธุรกิจต่างๆ เพื่อทำให้ก้าวทันกับความต้องการของระบบคลาวด์ และการจัดการกับข้อมูลมหาศาลที่ถูกสร้างขึ้นโดยอุปกรณ์พกพาจากผู้ใช้ทั่วโลก เป้าหมายของอินเทลคือการออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ให้กับดาต้า เซ็นเตอร์ เพื่อเป็นฐานรากของการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อจัดการกับระบบดาต้าเซ็นเตอร์และบริการระบบคลาวด์ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์ ระบบเครือข่าย การจัดเก็บข้อมูล และการรักษาความปลอดภัย

อินเทลจะทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในตระกูล อินเทล® ซีออน™ โปรเซสเซอร์ รุ่นใหม่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ในวันนี้ด้วยเช่นกัน โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อินเทลได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีในกลุ่ม ดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ในตระกูล อินเทล อะตอม ซี2000 แบบ 64 บิต เจนเนอเรชั่นที่สองในดีไซน์แบบเอสโอซี ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้กับไมโครเซิร์ฟเวอร์ และแพลตฟอร์ม cold storage ซึ่งมีชื่อรหัส “อาโวตัน” (Avoton) รวมถึงแพลตฟอร์มเครือข่ายในระดับเริ่มต้น ซึ่งมีชื่อรหัสว่า “เรนเจลี” (Rangeley)

การประมวลผลเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับโลกของเรา
เรเน่ ได้เน้นว่า สมาร์ทซิตี้และบริการทางการแพทย์ที่ปรับให้เหมาะกับผู้รับบริการได้นั้น ถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่จะนำเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามาประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตได้

เรเน่ ยังกล่าวถึงการคาดการณ์ที่ว่า ภายในปี 2593 ประชากรโลกกว่าร้อยละ 70 จะอาศัยอยู่ในมหานครขนาดใหญ่ การพัฒนาเทคโนโลยีระบบประมวลผลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี อินเทลได้ร่วมมือกับกรุงดับลินและลอนดอนในการวางระบบเพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าการจัดการระบบต่างๆ ของเมือง เพื่อให้ประชากรได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีโดยมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงกว่าเดิม

เรเน่กล่าวเสริมว่า “การติดตั้งระบบประมวลผลไว้ในอุปกรณ์นับล้านๆ ชิ้น เป็นแค่เรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้มันยากยิ่งกว่า นั่นคือการสร้างระบบโซลูชั่นอันทรงพลังที่สามารถนำข้อมูลไปใช้ให้เป็นประโยชน์ และเป็นคำตอบของคำถามที่ยากและซับซ้อนที่สุด เช่น การรักษาโรคมะเร็ง เป็นต้น สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันนี้เป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่เทคโนโลยีจากอินเทลสามารถทำได้ เพื่อใช้ในการรักษา ให้ความรู้ และมอบโอกาสให้ทุกชีวิตบนโลกใบนี้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน”

เรเน่ กล่าวว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของอินเทล ถือเป็นหนึ่งตัวอย่างที่คอมพิวเตอร์สามารถเปลี่ยนโฉมหน้าวงการสาธารณสุข ซึ่งนับเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดในระบบเศรษฐกิจโลกได้ โดยอินเทลกำลังทำงานร่วมกับสถาบันมะเร็ง Knight Cancer Institute ซึ่งตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยด้านสุขภาพและวิทยาศาสตร์ของโอเรกอน ในโครงการเพื่อค้นหาวิธีที่จะวิเคราะห์รายละเอียดยีนส์ของมนุษย์ เพื่อทำแผนภูมิของดีเอ็นเอในหลากมิติ โดยใช้งบประมาณและเวลาที่น้อยที่สุด

“นับเป็นครั้งแรกในวงการแพทย์ยุคใหม่ ที่ระบบประมวลผลและเทคโนโลยีก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ เท่าเทียมกับชีววิทยา ยิ่งถ้าเราสามารถทำให้ระบบประมวลผลสมรรถนะสูงมีราคาถูกลงได้มากเท่าใด เราก็จะยิ่งช่วยรักษาชีวิตมนุษย์ไว้ได้มากขึ้นเท่านั้น” เรเน่ กล่าวปิดท้าย