วิทยาศาสตร์พฤติกรรม วิธีจับคนโกหก!!

Home / Gadget, Tips & Technic / วิทยาศาสตร์พฤติกรรม วิธีจับคนโกหก!!

 

” คำโกหกจะมีอำนาจก็ต่อเมื่อ

 

ใครสักคนยินยอมน้อมรับต่อคำลวงนั้น !! “

 

– Pamela Meyer

 

คุณเป็นมนุษย์ขี้จุ๊หริอเปล่าคุณผู้ชม? ” ไม่นะ ไม่หรอก ฉันเป็นคนจริงใจ ตรงและแรง เสแสร้งไม่เป็น “ … เราอยากจะเชื่อคุณจริงๆ ณ จุดนี้ แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่า การปฏิเสธเสียงแข็งนั่น คุณไม่ได้ร้อยเรียงคำตอบ เพื่อยกตัวเองเป็นเทพแห่งความซื่อสัตย์

 

คุณบอกว่าคุณไม่ถนัดที่จะโกหก แต่คุณอาจจะโกหกจนเป็นวิสัยและลืมไปว่าตัวเองกำลังโกหก คุณนึกว่าจะไม่มีใครจับคุณได้หรือ?….วันนี้เราจะเปิดโปงคุณกัน เหล่าพินอคคิโอทั้งหลาย !!

 

 

Pamela Meyer  ผู้เขียนหนังสือ “lie spotting” หรือ เคล็ดการจับโกหก ได้ออกทอร์คโชว์ สั้นๆ ถึงสิ่งที่เธอไม่ได้เชี่ยวชาญเพียงคนเดียว แต่ทุกๆ คนรู้ แต่ไม่ยอมรับ เพราะคุณกำลังทำมัน การโกหก เพื่ออะไร? ที่เราต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้ไว้บ้าง คงไม่ใช่เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างรวมชอมมากขึ้น คงไม่จำเป็นขนาดนั้น

 

แต่ลดอัตราการหลอกลวงของนักโกหก วัตถุประสงค์ด้านร้ายที่เป็นภัยต่อทรัพย์ หรือร่างกาย อย่างมากที่สุด คือ การเยียวยาความซื่อสัตย์ ทัศนคติที่มนุษย์พึงมีต่อกันอย่างที่ Meyer เสนอ !!

 

 

วิธีจับคนโกหก by Pamela Meyer

 

( บทความถอดและเรียบเรียงจากคลิปของ TED

คุณสามารถดูคลิป และเลือกคำบรรยายเป็นภาษาไทยได้!!)

 

Pamela Meyer สรุปว่า การจับโกหกนั้นเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ ซึ่งคุณสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้  มันเริ่มตั้งแต่การที่คุณเป็นเด็กทารก เรียนรู้ที่จะเรียกร้องสิ่งต่างๆ ได้จากเสียงร้องที่เสแสร้ง นักวิจัยทราบดีว่าสปีชีส์ที่ยิ่งฉลาด นีโอคอร์เท็กซ์ใหญ่ จะยิ่งโกหกเก่ง ฉะนั้นการโกหกเริ่มมาจากพันธุกรรม คนเราโกหกใส่กัน มากถึง 10 – 200 ครั้ง/วัน

 

การโกหกจะแสดงออกมา 2 ทาง

 

1. การพูด ในคลิปได้กล่าวถึง อดีตประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ บิล คลินตัน ออกมาให้สัมภาษญ์ปฏิเสธว่า ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับ Lewinsky สิ่งที่สังเกตได้ของการจับโกหกในคำพูดคือ

 

1.1  การเลือกใช้คำที่เป็นทางการ

1.2  มุ่งมั่นที่จะปฏิเสธ

1.3  สร้างระยะห่างจากเรื่องที่โกหก

1.4  พูดทวนคำถามเพื่อเน้นว่าไม่ได้ทำ

1.5  ถ้าให้เล่าลำดับย้อนหลังจะเขว

1.6 ลงรายละเอียดของเรื่องเยอะไปโดยไม่จำเป็น

 

 

” มนุษย์เก็บความลับไม่อยู่

 

ไม่พูดด้วยริมฝีปาก ก็ด้วยปลายนิ้ว ” – Freud

 

2. ภาษากาย

 

 2.1 วิทยาศาสตร์สมัยเก่า จะบอกว่าคนโกหก มักรุกรี้รุกรนอยู่ไม่นิ่ง ในความเป็นจริงแล้ว พวกเค้าลำตัวนิ่งกว่าปกติ

2.2 สบตามากกว่าปกติ เพื่ออำพรางบางสิ่ง

2.3 ความอบอุ่นและรอยยิ้มไม่ใช่ ความซื่อสัตย์ของนักจับโกหก พวกคุณสามารถแสร้งยิ้มได้ บริเวณกล้ามเนื้อล่างดวงตาลงมาก แต่คุณบังคับกล้ามเนื้อบริเวณดวงตาไม่ได้ เมื่อใครสักคนยิ้มมา สังเกตที่ดวงตาว่ายิ้มด้วยหรือเปล่า

 

บทสนทนา

 

1. คนจริงใจมักฟังในเรื่องที่คุณพูด มีความพร้อมในการช่วยเหลือ เป็นเดือดเป็นร้อน

2. คนโกหกจะก้มมองต่ำ เสียงทุ้ม หยุดคิด รุกรี้รุกรน ลงรายละเอียด และลำดับเวลาตรงเกินไป

3. ถ้าถามเยอะให้เล่าถอยหลังคนโกหกจะอึดอัด แสดงออกไม่เนียน เพราะซ้อมแค่บทพูดแต่ไม่ฝึกภาษากาย

 

“คำลวงจะด้อยค่า เมื่อทุกคนถือคำสัตย์เป็นสิ่งยิ่งใหญ่

 

 

Source By huffingtonpost